ครั้งหนึ่ง หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ดิน ถนนพัง โรงงานปล่อยมลพิษ นายทุนรุกที่สาธารณะ หรือถูกเอาเปรียบจากหน่วยงานใดก็ตาม “ศูนย์ดำรงธรรม” คือชื่อแรกที่หลายคนนึกถึง เพราะถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางรับเรื่องร้องทุกข์และประสานงานเพื่อคลี่คลายปัญหา
แต่วันนี้ ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเกิดปัญหา สิ่งแรกที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยทำ ไม่ใช่เดินเข้าศาลากลางจังหวัด ไม่ใช่ยื่นหนังสือร้องเรียน หากแต่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ถ่ายคลิป โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ส่งเรื่องให้เพจข่าว ติดต่อรายการโทรทัศน์ หรือส่งข้อความหาอินฟลูเอนเซอร์ที่เชื่อว่าจะช่วยให้เรื่องดังได้
เหตุผลไม่ใช่เพราะคนไทยชอบเป็นข่าว
แต่เพราะหลายคนเชื่อว่า “ถ้าเรื่องไม่ดัง เรื่องก็ไม่เดิน”
ประโยคนี้อาจฟังดูเจ็บปวด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายเหตุการณ์ในสังคมไทยกลับเริ่มขยับอย่างรวดเร็ว หลังคลิปกลายเป็นไวรัล หลังแฮชแท็กติดเทรนด์ หรือหลังสื่อมวลชนลงพื้นที่นำเสนอข่าว
หลายหน่วยงานรีบลงพื้นที่ภายในไม่กี่ชั่วโมง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอาจมีหนังสือร้องเรียนวางอยู่บนโต๊ะเป็นเดือน
นี่ไม่ใช่ปัญหาของศูนย์ดำรงธรรมเพียงแห่งเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบราชการทั้งหมด
ศูนย์ดำรงธรรมทำหน้าที่รับเรื่อง ประสานงาน และติดตามผล แต่ไม่ได้มีอำนาจสั่งการทุกหน่วยงาน นั่นคือข้อเท็จจริง
แต่ในมุมของประชาชน ข้อเท็จจริงนั้นอาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามง่าย ๆ ว่า “แล้วเมื่อไรปัญหาจะได้รับการแก้ไข”
ประชาชนไม่ได้เดือดร้อนเพราะไม่เข้าใจขั้นตอนราชการ
ประชาชนเดือดร้อนเพราะปัญหายังอยู่ตรงหน้า
เมื่อระบบใช้เวลานาน ขณะที่โลกออนไลน์ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในการสร้างแรงกดดัน ผู้คนจึงเลือกใช้เครื่องมือที่เห็นผลเร็วที่สุด
เรื่องที่น่าคิดจึงไม่ใช่ว่า ทำไมประชาชนถึงพึ่งเพจข่าว รายการโทรทัศน์ หรืออินฟลูเอนเซอร์
แต่คือ ทำไมประชาชนจึงรู้สึกว่า เสียงจากหน้าจอโทรศัพท์มีพลังมากกว่าหนังสือร้องเรียนที่ยื่นผ่านช่องทางราชการ
หากวันหนึ่ง การร้องเรียนผ่านระบบปกติได้รับการตอบสนองรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ ความจำเป็นที่จะต้องทำให้ทุกปัญหากลายเป็นข่าวก็จะลดลงเอง
เพราะไม่มีใครอยากเอาความทุกข์ของตัวเองไปโพสต์ให้คนทั้งประเทศเห็น
ไม่มีใครอยากยืนไลฟ์สดหน้าบ้านเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
ไม่มีใครอยากให้ชีวิตตัวเองกลายเป็นคอนเทนต์
สิ่งที่ประชาชนต้องการ มีเพียงการรู้ว่า เมื่อร้องเรียนแล้ว จะมีคนรับผิดชอบ จะมีคนติดตาม และจะมีคำตอบที่ชัดเจน
ศูนย์ดำรงธรรมจึงควรเป็นมากกว่าศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ แต่ต้องเป็นศูนย์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า ต่อให้ไม่มีแสงจากสื่อ ไม่มีเพจดัง ไม่มีรายการโทรทัศน์ หรือไม่มีอินฟลูเอนเซอร์มาช่วยขยายเสียง ปัญหาของประชาชนก็จะได้รับการแก้ไขด้วยมาตรฐานเดียวกัน
เพราะในสังคมที่ประชาชนศรัทธาต่อระบบ ความเป็นธรรมไม่ควรขึ้นอยู่กับยอดแชร์ ยอดไลก์ หรือจำนวนผู้ติดตาม
และความทุกข์ของประชาชน…ไม่ควรต้องรอให้เป็น “ไวรัล” จึงจะได้รับการเหลียวแล.



