เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก มิสเตอร์ จิม หัวข้อ “เรื่องเล่า จากคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่เห็น สิ่งที่คิด สิ่งที่เสนอ และสิ่งที่หวัง”

เนื้อหาระบุว่า วานนี้ (8 กรกฎาคม 2569) ผมได้รับเกียรติจาก นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้มีหนังสือเชิญผมเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ต่อคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ ซึ่งมีนายเกียรติคุณ ต้นยาง ประธานคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจฯ เป็นประธานประชุม ในประเด็นการยกระดับคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) และระบบอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ อันเป็นประเด็นสำคัญต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการตำรวจของประเทศไทย

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

ผมได้เรียนต่อที่ประชุมด้วยว่า สำหรับผม นี่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาโครงการใหม่ แต่คือการวางรากฐานของ “ระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการตำรวจ” ที่จะเป็นมรดกเชิงนโยบายของประเทศในระยะยาว เป็นระบบที่ไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่สามารถส่งต่อและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและตำรวจเป็นหุ้นส่วนในการสร้างความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชนอย่างยั่งยืน

ตลอดการประชุมเป็นไปด้วยบรรยากาศที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ ผู้เข้าร่วมประชุมจากทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวางและตรงไปตรงมา แม้หลายประเด็นจะมีความเข้มข้น ทั้งข้อเสนอเชิงนโยบาย การสะท้อนปัญหาในทางปฏิบัติ ตลอดจนข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในบางพื้นที่ แต่การประชุมสามารถดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ภายใต้การบริหารการประชุมของ นายเกียรติคุณ ต้นยาง ประธานการประชุม ซึ่งได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม รับฟังซึ่งกันและกันด้วยเหตุผล และเชื่อมโยงความคิดเห็นที่แตกต่างให้กลายเป็นข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ ส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนการพัฒนางานตำรวจและการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อไป

ผมเห็นว่า ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนความห่วงใยของสังคมที่ต้องการเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น

แต่ในฐานะผู้ได้รับเชิญมาให้ข้อมูล ผมเลือกทำหน้าที่ตามบทบาทที่หนังสือเชิญกำหนดไว้ คือ การให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้การประชุมเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

ผมเรียนต่อที่ประชุมว่า รูปแบบการประชุมในวันนี้ มีลักษณะใกล้เคียงกับ การให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาเชิงนโยบาย (Policy Testimony) ที่ใช้ในรัฐสภาของหลายประเทศทั่วโลก กล่าวคือ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การกล่าวโทษหน่วยงานใด แต่เป็นการนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และประสบการณ์จากหลายฝ่าย มาร่วมกันออกแบบกฎหมาย นโยบาย และระบบที่ดีกว่าเดิม

การที่ผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากบทบาทในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติเพียงอย่างเดียว หากยังเกิดจากประสบการณ์การทำงานในอดีตในฐานะ ที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งทำให้ผมมีโอกาสศึกษาปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชน กลไกการคุ้มครองสิทธิ และการบริหารราชการของหน่วยงานภาครัฐในหลากหลายมิติ

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ผมเรียนรู้ว่า

“ข้อร้องเรียนทุกเรื่อง ไม่ใช่เพียงปัญหาของคนคนหนึ่ง แต่เป็นข้อมูลที่สะท้อนช่องว่างของระบบ”

หากเรารับฟัง วิเคราะห์ และนำมาปรับปรุงอย่างจริงจัง ข้อร้องเรียนในวันนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นในวันข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า การแก้ปัญหาที่แท้จริง ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการวินิจฉัยข้อร้องเรียนเป็นรายกรณี แต่ควรนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

ผมจึงขอชื่นชมข้อมูลที่ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้นำเสนอต่อที่ประชุม ทั้งข้อมูลเรื่องร้องเรียน ความล่าช้าในการดำเนินการ และประเด็นการละเมิดสิทธิ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง หากเรานำมาใช้เพียงเพื่อรับทราบ ก็คงเป็นเพียงสถิติของปัญหา แต่หากเรานำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก็จะกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการป้องกันปัญหาในอนาคต

ผมจึงเสนอให้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเปลี่ยน “ข้อมูลจากข้อร้องเรียน” ให้เป็น “ข้อมูลเชิงป้องกัน” เพื่อใช้ประกอบการออกแบบกฎหมาย นโยบาย และกลไกการบริหารงานตำรวจ โดยมุ่งลดความล่าช้า ลดการละเมิดสิทธิ และเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชน

ผมยังเสนอให้เชื่อมโยงการทำงานของ 3 กลไกสำคัญ

• สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนและสะท้อนปัญหาของประชาชน

• สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่บริหารและบังคับใช้กฎหมาย

• คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประชาชนกับสถานีตำรวจ ติดตามปัญหา และสะท้อนข้อเสนอแนะในระดับพื้นที่

หากทั้งสามกลไกสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะสามารถลดข้อร้องเรียน ลดความล่าช้า ลดการละเมิดสิทธิ และเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนได้มากกว่าการต่างฝ่ายต่างทำ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมได้นำเสนอ คือ แนวทางการพัฒนาระบบการบริหารงานตำรวจในสามระดับ

ระดับแรก คือ การทำงานเชิงรับ เมื่อเกิดเหตุแล้วจึงเข้าไปแก้ไข

ระดับที่สอง คือ การทำงานเชิงรุก ที่ใช้ข้อมูล ข่าวกรอง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ

และระดับที่สาม คือ การทำงานเชิงอนาคต ที่ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพยากรณ์ความเสี่ยง วิเคราะห์แนวโน้ม และป้องกันปัญหาก่อนที่ประชาชนจะได้รับความเสียหาย

เพื่อให้เห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎี ผมได้เล่าต่อที่ประชุมว่า เพียงหนึ่งวันก่อนการประชุมครั้งนี้ ผมมีโอกาสลงพื้นที่ศึกษาการทำงานของสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา และสิ่งที่ได้พบ ทำให้ผมเห็นภาพของ “ตำรวจไทยในอนาคต” ได้อย่างชัดเจน

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ผมทำงานด้านการวิจัย การสำรวจความคิดเห็น และการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานตำรวจ ผมเห็นว่า สภ.เมืองพัทยา เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของการพัฒนาระบบการทำงานของสถานีตำรวจไทย ซึ่งควรได้รับการศึกษา ถอดบทเรียน และขยายผลในระดับประเทศ

ภายใต้การบริหารของ พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ซึ่งต้องรับผิดชอบพื้นที่ที่มีประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการจากทั่วโลกอยู่ร่วมกัน การบริหารความปลอดภัยในพื้นที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายในเมืองหนึ่งของประเทศไทย แต่เป็นการบริหารจัดการความปลอดภัยของเมืองนานาชาติ ที่ต้องอาศัยทั้งภาวะผู้นำ การบูรณาการความร่วมมือ และการใช้เทคโนโลยีควบคู่กัน

ผมยังได้รับฟังการนำเสนอจาก พ.ต.ท.สิริวัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้กำกับการป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองพัทยา ซึ่งสะท้อนให้เห็นการนำเทคโนโลยีและ AI มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานตำรวจอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งสามมิติ คือ การทำงานเชิงรับที่สามารถตอบสนองเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว การทำงานเชิงรุกที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และการทำงานเชิงอนาคตที่เริ่มใช้ AI เพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงป้องกัน

สำหรับผม สิ่งที่ได้เห็นจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวอย่างของสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า หากมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ บุคลากรที่พร้อมเรียนรู้ การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และการทำงานร่วมกับภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ ตำรวจไทยสามารถก้าวสู่มาตรฐานใหม่ที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง

ผมจึงได้เรียนต่อที่ประชุมว่า การปฏิรูปตำรวจของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ เพราะประเทศไทยมีต้นแบบที่สามารถศึกษา ถอดบทเรียน และขยายผลไปยังสถานีตำรวจทั่วประเทศได้ สิ่งสำคัญคือการสร้างระบบที่ทำให้ความสำเร็จของพื้นที่หนึ่ง กลายเป็นมาตรฐานของทั้งประเทศ

สิ่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจอย่างยิ่งจากการประชุมในวันนี้ คือ ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการตำรวจได้กรุณาเชิญผมให้เข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ และเชิญเข้าร่วมกลุ่มสื่อสารของคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อร่วมกันทำงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านเสนอให้ผม ในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแนวทางการยกระดับบทบาทของ กต.ตร. ให้สามารถเป็นกลไกเชื่อมโยงประชาชนกับสถานีตำรวจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อีกข้อเสนอหนึ่งจากที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจฯ ที่น่าสนใจ คือ การขอให้ผมช่วยศึกษาข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของ กต.ตร. ทั่วประเทศ ซึ่งผมได้เรียนว่า หากมีการกำหนดคำถามและประเด็นที่ต้องการอย่างชัดเจน ผมยินดีใช้ประสบการณ์ด้านการวิจัย การสำรวจความคิดเห็น และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อจัดทำฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สามารถนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายได้อย่างตรงเป้าหมาย

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากวันนี้ คือ การปฏิรูปตำรวจไม่ควรเริ่มต้นจากการหาว่าใครผิด ไม่ควรเริ่มต้นจากการกล่าวโทษหน่วยงานใด แต่ควรเริ่มต้นจากการร่วมกันออกแบบ “ระบบ” ที่ทำให้ทุกหน่วยงานทำงานเชื่อมโยงกันได้ดีขึ้น เพราะในท้ายที่สุด ประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นหน่วยงานของรัฐโต้แย้งกัน ประชาชนต้องการเห็นทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ปัญหา

ผมยังเชื่อมั่นเสมอว่า “ข้อมูลที่ดีที่สุด ไม่ใช่ข้อมูลที่ใช้เพื่อกล่าวโทษใคร แต่คือข้อมูลที่ช่วยให้เราป้องกันปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดขึ้น”

ตลอดเส้นทางการทำงานของผม ไม่ว่าจะในฐานะนักวิจัย อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือปัจจุบันในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ สิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอด คือการเชื่อมโยง “เสียงของประชาชน” เข้ากับ “การตัดสินใจเชิงนโยบาย”

เพราะผมเชื่อว่า การรับฟังโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมไม่เพียงพอ แต่การรับฟังที่นำไปสู่การออกแบบระบบที่ดีขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งประชาชน ตำรวจ และประเทศในระยะยาว

หากเราสามารถเปลี่ยน “เรื่องร้องเรียน” ให้กลายเป็น “บทเรียน” และเปลี่ยน “บทเรียน” ให้กลายเป็น “นโยบายและระบบ” ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงมีหน่วยงานที่เข้มแข็งขึ้น แต่จะมีประชาชนที่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น มีตำรวจที่ได้รับความไว้วางใจมากขึ้น และมีระบบการบริหารงานตำรวจที่สามารถป้องกันปัญหาได้ดีกว่าการรอแก้ไขเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว

ผมเชื่อว่า นี่คือเป้าหมายสูงสุดของการทำงานในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ