พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที เปิดเผยถึงแนวทางบริหารหลังเข้ารับตำแหน่งว่า มีความตั้งใจ ที่จะขับเคลื่อนองค์กรนี้ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้สามารถนำศักยภาพและความพร้อมของโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมที่ครอบคลุมและหลากหลาย รวมทั้งบุคลากรขององค์กรที่มีอยู่ทั่วประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์และพร้อมรองรับการดำเนินงานของเอ็นทีที่จะมุ่งเป้าที่เป็นกำลังหลักให้กับหน่วยงานภาครัฐทุกระดับในการปรับเปลี่ยนพัฒนาองค์กรด้วยเทคโนโลยีด้านดิจิทัลและสื่อสารโทรคมนาคม

โดยในเรื่องความคืบหน้าสัญญาพันธมิตรทางธุรกิจคลื่น 700 เมกะเฮิร์ตซ์ เพื่อทำ 5 จี จำนวน 5 เมกะเฮิร์ตซ์ กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ เอไอเอส คาดว่าจะสามารถเซ็นสัญญาได้ภายในสิ้นเดือน ธ.ค.65 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณา และคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน พ.ย. 65 ซึ่งระหว่างการรอเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ จะมีการหารือถึงแผนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนคลื่นที่เหลืออีก 5 เมกะเฮิร์ตซ์ บริษัทเตรียมเงินลงทุนทำเองด้วยงบลงทุนประมาณหมื่นล้านบาท

“ตอนที่ตัดสินใจประมูลนั้นบริษัทมีความมั่นใจว่าจะมีรายได้เป็นหมื่นล้าน แต่ที่ผ่านมาการหาพันธมิตรหยุดชะงัก 2 ปี เกิดความสูญเสียทางธุรกิจ 6,600 ล้านบาท และหากนับเวลาที่ต้องรอกระบวนการครม.มีมติอนุมัติอีกคาดว่าจะสูญเสียมูลค่าทางธุรกิจถึง 9,900 ล้านบาท”

พ.อ. สรรพชัยย์ กล่าวต่อว่า สำหรับธุรกิจบรอดแบนด์ ถือเป็นธุรกิจที่แข่งขันสูง ผู้ให้บริการทุกรายขาดทุน ลูกค้าพร้อมย้ายค่ายตามโปรโมชัน รวมถึงการลงทุนเปลี่ยนเทคโนโลยีเป็นไฟเบอร์ออพติกของบริษัทยิ่งทำให้ขาดทุนยิ่งขึ้น จึงต้องดูแผนธุรกิจของบรอดแบนด์ใหม่ว่าจะเดินหน้าต่อหรือเปิดให้เอกชนมาเช่าใช้ จากแผนธุรกิจของบริษัทที่ระบุว่าบรอดแบนด์เป็นรายได้หลักที่จะมาทดแทนรายได้จากคลื่นความถี่ ปีละ 50,000 ล้านบาท และกำไรปีละ 10,000 ล้านบาท แต่กลับสวนทางกับความจริงที่มีลูกค้าไหลออกต่อเนื่อง

“ในอนาคตหากมีการรวมธุรกิจบรอดแบนด์ของเอไอเอสและ3บีบี ยิ่งทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น มากกว่าการควบรวมของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เพราะธุรกิจบรอดแบนด์บริษัทมีส่วนแบ่งตลาด 20% ขณะที่ธุรกิจโมบายล์บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดแค่ 2%”

นายสรรพชัยย์ ยังกล่าวต่อว่า สำหรับโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารในปี 65 นี้ได้เริ่มดำเนินการในกลุ่มเร่งด่วนพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานครตามแนวถนนสายหลัก ก่อนขยายสู่พื้นที่รอบนอกต่อไป สำหรับโครงการท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดิน บริษัทมีศักยภาพพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันทีด้วยความพร้อมของท่อร้อยสายใต้ดินที่มีอยู่แล้ว 4,450 กิโลเมตร ซึ่งเอ็นทีเห็นว่าการใช้ทรัพยากรร่วมกันของผู้ให้บริการทุกค่ายอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ในหลักการใช้ Infrastructure Sharing ไม่ว่าจะเป็น Telecom Infrastructure และ Digital Infrastructure  จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ประชาชนและผู้ใช้บริการทุกคน ขณะที่ผู้ประกอบการ จะประหยัดงบประมาณลงได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนโครงการอื่นๆที่ต้องเร่งทำงานเช่นกัน คือ โครงการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC)  การจัดการสินทรัพย์ดาวเทียมไทยคม, ASEAN Digital Hub, การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ เป็นต้น ที่ต้องมีแนวทางต้องดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรต้องมีการปรับระบบการทำงาน ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน  ดูแลคุณภาพชีวิต  เพิ่มทักษะ และเร่ง สร้างขวัญและกำลังใจ เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเอ็นทีจะปรับโครงสร้างองค์กรระยะเปลี่ยนผ่านภายในเดือน ส.ค.นี้

สำหรับผลประกอบการในปี 65 ณ เดือน มิ.ย. เอ็นที  มีรายได้รวม 49,557.65 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่วางไว้ มีกำไร 1,600 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีจะมีกำไร 3,600 ล้านบาท ไม่รวมรายจ่ายโครงการเกษียณก่อนอายุ 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 1,800 คน โดยรายได้หลักมาจากกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ กลุ่มธุรกิจโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์