เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการรับมือสถานการณ์ฝนตก น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ว่า ได้ติดตามปริมาณน้ำในเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง โดยตอนนี้มีปริมาณน้ำ 44% ของความจุเขื่อน เมื่อเทียบกับปีที่แล้วอยู่ที่ 34% แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติเมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งตอนนั้นมีปริมาณน้ำอยู่ที่กว่า 70%
อย่างไรก็ตาม เราดูภาพรวมตลอดไม่ได้ดูแค่ฝนในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงได้ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประสานงานรับมือให้ดีที่สุด ถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาหายใจ เพราะฝนทิ้งช่วงไป กทม.ได้มีการขุดลอกคลอง ลอกท่อระบายน้ำ พร่องน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ พยายามเสริมในจุดที่มีปัญหาให้เต็มที่
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า ได้นำภาพน้ำท่วมขังในจุดย่อยของแต่ละเขตมารวมกับภาพใหญ่ของสำนักการระบายน้ำ (สนน.) ทำให้ตอบสนองประชาชนได้ดีขึ้น ทั้งด้านการจัดหน่วยช่วยเหลือเคลื่อนที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารก็พร้อมสนับสนุนเข้าไปช่วยเหลือในจุดที่มีปัญหา ขณะเดียวกันกรมชลประทานก็ได้ช่วย กทม.อย่างมากในการระบายน้ำทางตะวันออกไปทางลาดกระบัง และทางเหนือที่ระบายออกไปทางคลองรังสิต ถือเป็นการบูรณาการที่ทำให้เกิดความมั่นใจในประชาชนได้
ส่วนเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นจุดฟันหลอ เดิมมี 17 จุด ซึ่งบางส่วนได้งบประมาณปีนี้ในการซ่อมแซม ขณะนี้ผู้รับเหมาเตรียมอุดแนวฟันหลอชั่วคราวก่อน แต่บางจุดยังอุดไม่ได้ เช่น บริเวณศาลเจ้าโรงเกือก เนื่องจากมีการจัดงานเทกระจาด แต่ กทม.ได้เตรียมกระสอบทรายพร้อมอุดเมื่อน้ำขึ้นมาทันที นอกจากนี้ ได้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุในพื้นที่ติดริมแม่น้ำ 16 พื้นที่เขต ซึ่งน้ำเหนือจะไหลลงมาถึงพร้อมกับน้ำทะเลหนุน ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้
“อนาคตเชื่อว่าจะมีฝนตกหนักเป็นจุดๆ เยอะขึ้นจากสภาวะโลกร้อน อย่างเช่น ประเทศเกาหลี ที่ฝนตกหนักมากจนเกิดวิกฤติน้ำท่วม ในอนาคตต้องเตรียมยุทธศาสตร์ งบประมาณ นอกเหนือจากตัวหลัก ต้องเตรียมหน่วยโมบายเคลื่อนที่เข้าไปช่วยให้มากขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว



