จากกรณีการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีวงเงินการทุจริตสูงถึงราว 4,500 ล้านบาท ซึ่งมี นายพิชิต ทั้งพรม ผอ.กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี เข้าไปเกี่ยวข้องและถูกระบุว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญ โดยนายพิชิตได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการไปก่อนหน้านี้ ขณะที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของจังหวัดยังคงเรียกสอบผู้เข้าสอบทั้งที่ผ่านและไม่ผ่านเพื่อหาข้อเท็จจริง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นายศรัณยู มีทองคำ ผวจ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ตนยังไม่เคยได้รับการติดต่อใด ๆ จากนายพิชิต ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ เพราะขนาดส่วนกลางเองก็ยังไม่สามารถตามตัวได้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีความหนักใจหรือไม่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นข่าวโด่งดังและมีความเสียหายเป็นวงกว้าง ผวจ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ไม่หนักใจอะไร เพราะการกระทำผิดเกิดขึ้นที่ต้นทางคือ จ.นนทบุรี ทางจังหวัดเพชรบูรณ์เกี่ยวข้องเพียงแค่เขามาปฏิบัติราชการในพื้นที่ของเราเท่านั้น ทุกอย่างจึงต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า ในเบื้องต้นทราบว่านายพิชิตเป็นคนอำเภอวิเชียรบุรี และมีน้องชายเป็นนายกเทศมนตรีเมืองวิเชียรบุรีจริง แต่ ณ ปัจจุบันก็ยังไม่มีมูลความเสียหายใด ๆ พาดพิงไปถึงตัวนายกเทศมนตรีฯ

“ประการหนึ่งเขาเป็นผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่ได้ถูกดำเนินคดี ตอนนี้เรื่องการดำเนินการหลักอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. และขณะนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใด โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ในระดับจังหวัด เข้ามาขอข้อมูลหรือร่วมสอบสวนด้วย ส่วนตัวเข้าใจว่าทาง ป.ป.ช. คงทำงานร่วมกับส่วนกลาง” ผวจ.เพชรบูรณ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากครบกำหนด 15 วันไปแล้วยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายพิชิต ทางคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจะดำเนินการต่อไปอย่างไร นายศรัณยู กล่าวว่า การดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงของจังหวัด จะต้องรายงานมาให้ตนทราบในฐานะ ผวจ. ที่กำกับดูแลเรื่องนี้ ส่วนการดำเนินการเรื่องทางวินัยของทางเทศบาลฯ ก็ต้องส่งรายงานมาเช่นกันว่าผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงเป็นอย่างไร

ในเบื้องต้นนายพิชิตได้ยื่นใบลาออกต่อทางนายกเทศมนตรีฯ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ซึ่งทางนายกเทศมนตรีฯ เกรงว่าจะเกิดความเสียหายเพิ่มเติมจึงเห็นควรให้ลาออก แต่ตามขั้นตอนแล้ว การลาออกของข้าราชการส่วนท้องถิ่นจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อเสนอเรื่องมาที่คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด (ก.ท.จ.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบ คาดว่าจะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ก.ท.จ. ภายในเดือนนี้ ฉะนั้น สถานะของนายพิชิตในขณะนี้จึงยังถือว่าเป็นข้าราชการอยู่ เพราะยังไม่ได้รับความเห็นชอบให้ลาออกตามความประสงค์จาก ก.ท.จ.

“หากว่าตามข้อเท็จจริง จ.เพชรบูรณ์ มีความเกี่ยวพันน้อยมาก เพราะการกระทำความผิดไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของเรา และข้าราชการที่เกี่ยวข้องก็เป็นเจ้าของสถานที่ที่ปรากฏความผิดที่นนทบุรี ส่วนพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ไม่ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่กระทำความผิดแต่อย่างใด และยังไม่ปรากฏว่ามีข้าราชการหรือบุคคลใดในจังหวัดเพชรบูรณ์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือร่วมกระทำผิดด้วย” ผวจ.เพชรบูรณ์ กล่าว

เมื่อถามว่ามีอำนาจทางการเมืองหรือทางอื่น ๆ เข้ามาแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการฯ หรือไม่ ผวจ.เพชรบูรณ์ ตอบยันว่า “ไม่มีเลย ไม่มีอำนาจอะไรมายุ่ง เรารายงานตามข้อเท็จจริงไปยังกระทรวงมหาดไทยตามอำนาจหน้าที่ที่จะทำได้ตามกรอบของกฎหมาย”

ผวจ.เพชรบูรณ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์นั้น ถือเป็นความเห็นส่วนตัวที่ทุกคนสามารถทำได้ ยอมรับว่าปัจจุบันพื้นที่สื่อเปิดกว้างหลายช่องทาง แต่หลายคนก็ยังขาดความเข้าใจในข้อระเบียบกฎหมาย บางคนตั้งคำถามว่ารู้ตัวตั้งนานแล้วทำไมไม่แจ้งความดำเนินคดี จึงอยากชี้แจงให้เข้าใจว่า เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการดำเนินงานของ ป.ป.ช. เป็นหลักนั่นเอง