ความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่าโครงการกว่า 224,544 ล้านบาท ที่ล่าช้ามาเกือบ 7 ปี ล่าสุดมีการประชุมร่วมกัน 3 ฝ่าย ประกอบด้วยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ผู้รับสัมปทานโครงการ ซึ่งทางเอกชนแจ้งเพิ่มเติมกรณีถ้ารัฐไม่มีการแก้ไขสัญญาให้ “คงเดินหน้าต่อไม่ไหว” จะต้องมีแนวทางอย่างไร หากจะมีการยกเลิกสัญญาจะเป็นไปในรูปแบบไหน ซึ่งขณะนี้ทางการรถไฟฯ กับสกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างมาช่วยกันพิจารณาต่อว่า จะแก้ไขประเด็นปัญหานี้อย่างไร

ล่าสุดรองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้ย้อนรอยถึงที่มาโครงการ ปมประเด็นปัญหาความล่าช้า และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างละเอียด

    1.ที่มาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

    โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มีจุดเริ่มต้นจาก ปี 2560 เมื่อรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศผลักดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และกำหนดให้ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) เป็นโครงการยกระดับระบบคมนาคมและสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ EE ต่อมา วันที่ 22 ตุลาคม 2561 กลุ่มกิจการร่วมค้า CPH ซึ่งมีเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เป็นแกนนำ ร่วมกับพันธมิตร ได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการ

    จากนั้น วันที่ 24 ตุลาคม 2562 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ลงนาม สัญญาร่วมลงทุน (PPP) ระยะเวลา 50 ปี กับ บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเฉพาะกิจ (SPV) ที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่ม CPH เพื่อดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่าโครงการประมาณ 224,544 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญที่สุดของ EEC และเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงแห่งแรกของประเทศไทยที่ดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)

    2.สาเหตุโครงการล่าช้า

    เศรษฐกิจเปลี่ยนไปจากช่วงที่เริ่มโครงการ

    แม้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะลงนามสัญญาร่วมลงทุนในปี 2562 แต่ในปี 2563 ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัว -6.1% ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี ขณะที่ภาคการบินและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของโครงการ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทำให้ประมาณการจำนวนผู้โดยสารและผลตอบแทนของโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

    แม้หลังโควิด เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก แต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยในช่วงปี 2564–2568 อัตราการขยายตัวของ GDP ส่วนใหญ่ยังไม่เกิน 3% สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังเติบโตต่ำกว่าที่คาดไว้ในช่วงที่มีการประมูลโครงการ

    นอกจากนี้ ในปี 2569 เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำ ทำให้ความคุ้มค่าของโครงการลดลงเมื่อเทียบกับสมมติฐานเดิม

    โครงการล่าช้าและจัดหาเงินทุนไม่ได้

    นอกจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจแล้ว โครงการยังประสบปัญหาการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างล่าช้า ทำให้ไม่สามารถออก หนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) ได้ตามกำหนด ส่งผลให้การก่อสร้างงานหลักยังไม่สามารถเริ่มต้นได้ แม้จะลงนามสัญญามาตั้งแต่ปี 2562 การที่โครงการล่าช้าเป็นเวลาหลายปี ประกอบกับต้นทุนก่อสร้าง อัตราดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้สถาบันการเงินประเมินว่าโครงการมีความเสี่ยงสูง และไม่อนุมัติสินเชื่อตามโครงสร้างการลงทุนเดิม ส่งผลให้กลุ่มผู้รับสัมปทานไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้ และแจ้งว่าหากไม่สามารถแก้ไขเงื่อนไขสัญญา โครงการอาจไม่สามารถเดินหน้าต่อ และอาจนำไปสู่การยุติสัญญาร่วมลงทุนในที่สุด

    3.ผลกระทบ “ยกเลิกโครงการ”

    1. กระทบความเชื่อมั่นต่อการลงทุนใน EEC

    โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ถูกออกแบบให้เป็นระบบคมนาคมหลักในการเชื่อมสนามบิน ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน หากโครงการต้องยุติสัญญาหลังลงนามมาแล้วเกือบ 7 ปี อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ความสามารถในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ และความเชื่อมั่นต่อการลงทุนระยะยาวในพื้นที่ EEC

    2. ความสามารถในการแข่งขันของไทยอาจลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศในอาเซียนเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น โครงการ East Coast Rail Link (ECRL) ของมาเลเซีย โครงการ Vung Ang Economic Zone ของเวียดนาม และการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ หากโครงการหลักของ EEC ไม่สามารถเดินหน้าตามแผนได้ ไทยอาจสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐาน และทำให้นักลงทุนบางส่วนพิจารณาทางเลือกการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

    3.ตอกย่ำการพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงของไทยล่าช้า

    ปัจจุบัน โครงการรถไฟความเร็วสูงของไทยยังเผชิญความล่าช้าหลายโครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ช่วงกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเชื่อมต่อเครือข่ายรถไฟจีน–ลาว โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขสัญญาหรือยุติสัญญาร่วมลงทุน ความล่าช้าของทั้งสองโครงการทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถพัฒนาเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงได้ตามแผน ส่งผลให้การเชื่อมโยงระหว่างสนามบิน เมืองหลัก และพื้นที่อุตสาหกรรมยังไม่สมบูรณ์

    4. ต้นทุนโลจิสติกส์ไทยมีแนวโน้มสูงกว่าประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกว่า

    แม้ต้นทุนโลจิสติกส์จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านรางถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดต้นทุนการขนส่งในระยะยาว หากโครงการรถไฟความเร็วสูงและโครงสร้างพื้นฐานหลักยังล่าช้า ไทยอาจเสียโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของผู้โดยสารและการเชื่อมโยงระบบขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของไทยด้อยกว่าประเทศที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย

    5.ประเทศไทยสูญเสียโอกาสก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub)

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประกาศนโยบายผลักดันให้เป็น ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะเชื่อม สนามบินดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา ให้ทำงานเป็นเครือข่ายเดียวกัน รองรับทั้งผู้โดยสาร การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ EEC

    หากโครงการต้องยุติสัญญาหรือเกิดความล่าช้าออกไปอีก การเชื่อมโยงสนามบินทั้ง 3 แห่งจะยังไม่เกิดขึ้นตามแผน ส่งผลให้การพัฒนาเมืองการบินอู่ตะเภาและระบบขนส่งที่สนับสนุน EEC อาจต้องเลื่อนออกไป ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคยังคงเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง

    แม้ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่ความล่าช้าของโครงการสำคัญเช่นนี้ อาจทำให้เป้าหมายการก้าวสู่ ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ต้องเลื่อนออกไป และทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเสริมบทบาทการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในระยะยาว