เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย เงินได้พึงประเมิน ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนี้ 1. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส. ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ตามเลขรับที่ 704 วันที่ 18 มี.ค. 69 โดยระบุว่ามีรายได้ต่อปี 3 รายการ คือ เงินประจำตำแหน่ง 854,760 บาท เงินเพิ่ม 507,960 บาท ค่าเช่าอาคาร 120,000 บาท รวมรายได้ต่อปี 1,482,720 บาท แต่แจ้งเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) – (8) จำนวน 1,290,455.48 บาท จึงขอให้ตรวจสอบว่ามีการเสียภาษีหรือไม่ หากไม่ได้เสียก็เข้าข่ายมีความผิดจริยธรรม และกฎหมาย  

2. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ตามเลขรับที่ 930 วันที่ 1 เม.ย. 2569 โดยระบุว่ามีรายได้ต่อปี 3 รายการ คือ รายได้ปี 2566 จำนวน 1,289,455.48 บาท รายได้ปี 2567 จำนวน 1,289,455.48 บาท และรายได้ปี 2568 จำนวน 1,289,455.48 บาท แต่รวมได้ต่อปีเป็นเงิน 1,289,455.48 บาท แต่ไม่มีหน้ารายจ่ายในเว็บไซต์ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ กรณีดังกล่าว จึงมีเหตุอันควรสงสัยที่ควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าการยื่นบัญชีรายได้ทั้ง 3 ปีนั้น เป็นไปตามคู่มือการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามพ.ร.ปว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ของสำนักงาน ป.ป.ช. เดือนก.ย.2563 หรือไม่ มีการยื่นรายจ่ายรวมสามปี หรือไม่ และการรวมยอดรายได้ที่น่าจะไม่ถูกต้องนั้น จะเข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความ อันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามความในมาตรา 114 หรือไม่

3. ว่าที่ร.ต.สมชาติ เตชถาวรเจริญ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 ตามเลขรับที่ 957 วันที่ 9 เม.ย. 2569 โดยระบุด้วยลายมือไว้ส่วนหนึ่งในเอกสารที่แจ้ง ป.ป.ช. ดังนี้ ว่าเข้ารับตำแหน่ง 25 ก.พ. 2569 โดยวันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งหรือคำสั่งแต่งตั้ง 25 ก.พ. 69 ซึ่งข้อความทั้ง 2 ข้อ เป็นการแจ้งข้อความวันเข้าดำรงตำแหน่งที่เกิดขึ้นหลังจากวันพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ จึงอาจเข้าข่ายเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 หรือไม่ และจะเข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามความในมาตรา 114 หรือไม่

4. น.ส.ชนก จันทาทอง ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ตามเลขรับที่ 873 วันที่ 20 มี.ค. 2569 ระบุมีรายได้ต่อปี 2 รายการ คือ ค่าจ้าง จำนวน 1,289,455.48 บาท ขายคอนโด จำนวน 1,250,000 บาท และแจ้งบัญชีรายละเอียดประกอบรายการโรงเรือน 1 หลัง คือ ห้องชุด แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ปลูกสร้างบนเอกสารสิทธิ์ เลขที่ 1223 ได้มาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2566 โดยการไถ่ถอน มูลค่าปัจจุบัน (โดยประมาณ) 500,000 บาท และเมื่อย้อนไปดูบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่น ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2566 ตามเลขรับที่ 010 วันที่ 3 ต.ค. 2566 พบว่า น.ส.ชนกแจ้งบัญชีรายละเอียดห้องชุดดังกล่าวเช่นกัน

จากข้อเท็จจริงตามบัญชีทรัพย์สินดังกล่าว จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า น.ส.ชนก มีห้องชุดเพียง 1 หลัง หรือไม่ หากมีห้องชุดเพียงหลังเดียว เมื่อแจ้งว่ามีรายได้จากการขายคอนโด จำนวน 1,250,000 บาท ไว้แล้ว ห้องชุดดังกล่าวจึงไม่ควรมีอยู่ในบัญชีรายละเอียดประกอบรายการโรงเรือน หรือไม่ แต่เมื่อยังมีการแจ้งห้องชุดอยู่ในกรณี พ้นจากตำแหน่งสส.นั้น กรณีนี้จึงมีเหตุอันควรสงสัยที่ควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่า การยังแจ้งมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นห้องชุดดังกล่าวในคราวยื่นบัญชีกรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2569 นั้น จะเข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามความในมาตรา 114 หรือไม่

5. นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ตามเลขรับที่ 760 วันที่ 23 มี.ค. 2569 ระบุมีรายได้ต่อปี 1 รายการ คือ เงินเดือน จำนวน 3,520,360 บาท ทั้งที่ควรจะแจ้งรายได้ของสส. ปีละ 1,362,720 บาท ซึ่งมาจากเงินประจำตำแหน่งต่อปี จำนวน 854,760 บาท และเงินเพิ่มต่อปี จำนวน 507,960 บาท กรณีแจ้งรายได้ 3,520,360 บาทอาจเกินไปกว่ายอด 1,362,720 บาทนั้น จึงมีเหตุอันควรสงสัยที่ควรขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่า การยื่นบัญชีรายได้ต่อปีดังกล่าวเกินความเป็นจริง หรือไม่ และไม่เป็นไปตามคู่มือการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามพ.ร.ป. ป.ป.ช.พ.ศ. 2561 ของสำนักงาน ป.ป.ช. เดือนก.ย. 2563 หรือไม่

นอกจากนี้ นางพิมพกาญจน์ยังแจ้งรายจ่ายค่าผ่อนรถยนต์ 10,300 บาท แต่ไม่มีหนี้ดังกล่าวในรายการหนี้สิน เมื่อย้อนไปดูบัญชีที่ยื่นกรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2566 ตามเลขรับ ป.ป.ช.ที่ 895 ลงวันที่ 19 ก.ย. 2566 ซึ่งแจ้งหนี้สินรายการเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 2 รายการ จึงมีเหตุอันควรขอให้ป.ป.ช.ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางพิมพกาญจน์ว่าจะเข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามความในมาตรา 114 หรือไม่

6. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ เนื่องจากปรากฎภาพข่าวนายอรรษิษฐ์ ใส่นาฬิกาต่างกัน แต่เมื่อดูบัญชีทรัพย์สินที่ยื่น ป.ป.ช. ทุก 3 ปี ที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง/ประธานกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งในรายละเอียดประกอบรายการทรัพย์สินอื่น แจ้งนาฬิกาไว้ 1 เรือนไม่ระบุวัน/เดือน/ปี ที่ได้มา แสดงมูลค่า 100,000 บาท ดังนั้นจากการค้นใน Google พบรูปนายอรรษิษฐ์ใส่นาฬิกามากกว่า 1 เรือน จึงมีเหตุอันควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบนาฬิกาของนายอรรษิษฐ์ ว่ามีทั้งหมดกี่เรือน ได้มาเมื่อใด มีหลักฐานการได้มา หรือไม่ และจะเข้าข่ายการแจ้งบัญชีที่อาจเข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามความในมาตรา 114 หรือไม่.