ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศมาตรการใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป กับการ “ปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 8 รายการ” เพื่อตอบโจทย์ 3 แกนหลักสำคัญคือ เข้าถึงง่าย ราคาเหมาะสม และลดภาระประชาชน

เจาะลึก 8 รายการปรับลดค่าธรรมเนียม มีอะไรบ้าง?

มาตรการครั้งนี้ครอบคลุมลูกค้าตั้งแต่กลุ่มบุคคลธรรมดา ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ไปจนถึงองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate) โดยแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ดังนี้

หมวดที่ 1: บัญชีเงินฝาก

1.ค่าขอ Statement (ข้อมูลย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน)

  • แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-statement): ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • แบบกระดาษ: จำกัดไว้ที่ไม่เกิน 100 บาท / บัญชี / ครั้ง (สามารถเรียกเก็บค่าจัดส่งเอกสารได้ตามจริง)
  • กลุ่มเป้าหมาย: บุคคลธรรมดา และ SMEs

2.ค่ารับรองสถานะทางการเงิน

  • ปรับลดเหลือไม่เกิน 100 บาท / ชุด / ครั้ง (สามารถเรียกเก็บค่าจัดส่งเอกสารได้ตามจริง)
  • กลุ่มเป้าหมาย: บุคคลธรรมดา และ SMEs

3.ค่ารักษาบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว

  • ปรับเป็น ฟรี! * กลุ่มเป้าหมาย: บุคคลธรรมดา

ข้อยกเว้น: บัญชีเงินฝากที่มียอดคงเหลือไม่เกิน 2,000 บาท และไม่มีการเคลื่อนไหวติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี ธนาคารยังคงสามารถคิดค่าธรรมเนียมได้ แต่ต้องไม่เกิน 20 บาท / เดือน

หมวดที่ 2: บัตรอิเล็กทรอนิกส์

4.ค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิต (Cash Advance Fee)

  • ปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมลงเหลือไม่เกิน 2.5% ของยอดเงินที่เบิกถอน
  • กลุ่มเป้าหมาย: บุคคลธรรมดา, SMEs และ Corporate

หมวดที่ 3: ธุรกรรมการชำระเงิน

5.การฝาก / ถอน / โอน ที่สาขา

6.การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต (BAHTNET)

7.การฝากเช็ค

  • ทั้ง 3 รายการนี้ ปรับเป็น ฟรี!
  • กลุ่มเป้าหมาย: บุคคลธรรมดา, SMEs และ Corporate

ข้อยกเว้น: ในกรณีที่เป็นการฝากหรือถอนเงินสดข้ามเขตที่สาขา ธนาคารจะสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ไม่เกิน 0.05% ของมูลค่าธุรกรรม

8.ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (Commission in lieu of exchange)

  • ปรับลดเหลือไม่เกิน 0.125% ของจำนวนเงินสำหรับเงินทุกสกุล
  • ห้ามเรียกเก็บ ในกรณีที่เป็นการโอนเงินระหว่างบัญชีภายในธนาคารเดียวกัน
  • กลุ่มเป้าหมาย: บุคคลธรรมดา, SMEs และ Corporate
  • หมายเหตุ: ไม่รวมกรณีการทำธุรกรรมโดยใช้บัตรสกุลเงินต่างประเทศ

ทั้งนี้ ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการลง เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินสมควร โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งจะทำให้การเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการยิ่งขึ้น

หลักเกณฑ์นี้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 23/2569 เรื่อง การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ โดยการปรับต่าง ๆ จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ผู้ให้บริการมีระยะเวลาในการปรับระบบงาน