ปัจจุบัน แนวทางในการควบคุมน้ำหนัก นอกจากการออกกำลังกาย ก็ยังใช้วิธีกำหนดการรับประทานอาหาร  คำที่เราคุ้นชินกันคือคำว่า “กินคีโต” หรือ Ketogenic Diet  เดิมมีที่มาจากอาหารชนิดพิเศษที่ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคลมชักที่มีอาการรุนแรงมาก ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยา จึงนำแนวทางดังกล่าวมาใช้เพื่อควบคุมอาการให้ดีขึ้น  ต่อมา มีผู้นำวิธีการรับประทานอาหารแบบคีโตจีนิก  มาใช้ควบคุมน้ำหนัก

 การรับประทานอาหารแบบคีโตจีนิก คืองดรับประทานอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต และเพิ่มปริมาณการรับประทานอาหารในกลุ่มโปรตีนและไขมันมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารคีโตน (Ketone) เกิดจากการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และจะไปออกฤทธิ์ที่สมองทำให้ไม่รู้สึกหิว ทานน้อยลง และปัสสาวะมากขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วใน 1 – 2 สัปดาห์แรก ซึ่งในความเป็นจริงเป็นน้ำหนักของน้ำไม่ใช่ไขมัน

ข้อเสียของการรับประทานอาการแบบคีโตจีนิก  การรับประทานอาหารในกลุ่มไขมันชนิดอิ่มตัวในปริมาณมากๆ เช่น เนย หมูติดมัน น้ำมันหมู อาจส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดสูง (LDL) เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ในระยะยาว เปลี่ยนมาทานน้ำมันพืชแทน  การรับประทานอาหารแบบ Ketogenic Diet จะทำให้ร่างกายปัสสาวะมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดร่างกายขาดสารน้ำได้ ควรรับประทานน้ำอย่างน้อย 6 – 8 แก้ว / วัน

การงดรับประทานอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต เช่น ผลไม้ ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง อาจทำให้ร่างกายเสียวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด ควรรับประทานผักใบเพื่อทดแทนคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอ และผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนรับประทานอาหารแบบ Ketogenic Diet เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้

การรับประทานอาหารแบบ “ฟาสต์” หรือ “ฟาสติ้ง” หรือ  Intermittent Fasting คือการควบคุมน้ำหนักโดยการรับประทานอาหารเป็นช่วงๆ อดบ้าง รับประทานบ้าง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1: การควบคุมอาหารให้สัมพันธ์กับความมืดและความสว่างของวัน เช่น การรับประทานอาหาร 8 ชั่วโมงในช่วงกลางวัน และงดรับประทานอาหาร 16 ชั่วโมงในช่วงกลางคืน ส่งผลให้ระบบการเผาพลาญอาหาร (Metabolism) และสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ภาวะอ้วน เป็นต้น

กลุ่มที่ 2: การควบคุมอาหารในคนละวันกัน เช่น ควบคุมการรับประทานอาหาร 5 วัน และอีก 2 วัน สามารถรับประทานอาหารตามใจอยากได้ หรือเรียกว่า Cheat Day

สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องรับประทานยาให้ตรงเวลา เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน การเปลี่ยนแปลงเวลาในการรับประทานอาหารแบบ Intermittent Fasting ควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ที่ดูแลโรคประจำตัวท่านก่อน

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้อง ควรรับประทานอาหารที่หลากหลาย ลดอาหารที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น อาหารในกลุ่มหวาน มัน เค็ม จะช่วยให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ลดความสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

รับประทานอาหารตามสูตร 2-1-1 หรือโมเดลจานอาหารเพื่อสุขภาพ (Plate model) ได้แก่ ผัก 2 ส่วน เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1 ส่วน และคาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน ควรเลือกเมนูที่มีผักประกอบในจานด้วยเสมอ

หรือเลือกรับประทานอาหารตามสูตร 6-6-1 ได้แก่   6 หมายถึง ปริมาณน้ำตาลที่สามารถทานได้ต่อ 1 วัน คือ ไม่เกิน 6 ช้อนชา  6 หมายถึง ปริมาณน้ำมันที่สามารถทานได้ต่อ 1 วัน คือ ไม่เกิน 6 ช้อนชา และ 1 หมายถึง ปริมาณเกลือ / โซเดียมที่ผสมอยู่ในเครื่องปรุงรสต่างๆ สามารถทานได้ต่อ1 วัน คือ ไม่เกิน 1 ช้อนชา

                ( ขอขอบคุณข้อมูลจากเวบไซด์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ )