ต้องยอมรับว่า ในการอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)” ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามมากที่สุด ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการผลักดัน “โครงการ TH-AI Passport” ที่ถูกมองว่า เป็นการล็อกสเปก และเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางแห่ง และได้รับงบเพิ่มเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหน่วยงานดังกล่าว ก็อยู่ในความดูแลของ “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ที่ถูกยกให้เป็น “รมต.ลูกเทพ” เป็นทายาทของครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ ขณะที่เริ่มมีข่าวว่า มีการแก้สัญญาโครงการ TH-AI Passport เพื่อให้มีความเหมาะสม และลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์

ขณะที่การอภิปรายของ “นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายตอนหนึ่งในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในส่วนของงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล ว่า งบประมาณด้านดิจิทัลทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในรัฐบาลชุดนี้ ตัวเลขรวมกันสูงกว่า 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ถึง 28% โดยในภาพรวมทุกกระทรวงถูกลดงบประมาณเกี่ยวกับดิจิทัลลงไปกันเกือบหมด มีกระทรวงเดียวที่ได้รับงบประมาณด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 114% นั่นคือกระทรวงดิจิทัลฯ (ดีอี)

นายอิสริยะ กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ โครงการเกี่ยวกับดิจิทัลที่คนสนใจมากที่สุด หนีไม่พ้นโครงการด้านเอไอ โดยเฉพาะโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเต็มไปด้วยข้อกังขามากมาย แต่ที่ผ่านมารัฐบาลก็ยืนยันแข็งขันว่าสัญญาแก้ไม่ได้ ยกเลิกไม่ได้ แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เริ่มมีการปรับแก้สัญญากับทางเอกชนแล้ว นับเป็นสัญญาณที่ดี แต่โครงการเฟสแรกยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ ปลัดกระทรวงดีอีก็พูดไว้ก่อนแล้วว่าเตรียมงบประมาณสำหรับเฟสสอง

นายอิสริยะ อภิปรายอีกว่า มีบางโครงการที่จั่วหัวมาเป็นเอไอ แต่ของจริงคืองบประมาณก่อสร้างอาคาร โครงการที่ใหญ่ที่สุดมูลค่า 164 ล้านบาท ของมหาวิทยาลัยมหิดล อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจคือ ‘โครงการการบูรณาการเอไอสองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชนสร้างกลไกการทวนสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ฮาลาลเพิ่มความเชื่อมั่น ผู้บริโภคระดับท้องถิ่นและนานาชาติ’ ซึ่งนายอิสริยะบอกว่า อ่านจบแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าจะใช้มนุษย์หรือปัญญาประดิษฐ์กันแน่

“เอไอเป็นเรื่องดี แต่เงินส่วนใหญ่ไหลออกนอกประเทศ คำถามคือ ประเทศไทยอยากเป็นผู้ซื้อหรือผู้สร้าง ในทั้งหมด 176 โครงการ มีโครงการเดียวที่เป็นผู้สร้างคือโครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับโมเดลภาษาไทย (ThaiLLM) ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ แต่งบประมาณแค่ 52 ล้านบาท คิดเป็นแค่ 2.6% ของโครงการเอไอทั้งหมดของประเทศ ถ้ารัฐบาลอยากให้คนไทยไม่เป็นแค่ผู้ซื้อแต่เป็นผู้สร้าง ก็ควรจะใส่งบประมาณ ด้านการสร้างมาให้มากกว่านี้” นายอิสริยะ กล่าว

ด้าน “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี กล่าวถึง การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 ซึ่งฝ่ายค้านได้อภิปรายถึงงบของกระทรวงดีอี ในโครงการ TH-AI Passport ว่า งบประมาณของกระทรวงดีอีเพิ่มขึ้นมา เพราะมีการบูรณาการรวบรวมตัวของคลาวด์ (Cloud) เป็นคลาวด์ของทุกกระทรวง โดยมีเจตนาเพื่อให้ค่าที่ถูกลง ซึ่งมีการลดงบประมาณไปประมาณ 30% ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่มีโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 เมื่อถามถึง ข้อครหาที่ระบุว่ากระทรวงดีอีเป็นกระทรวงลูกเทพ เพราะได้งบประมาณเยอะ นายไชยชนก ถามกลับว่า กระทรวงลูกเทพหมายความว่าอย่างไร อยากให้ดูตามเหตุและผล ซึ่งจะเห็นความจำเป็นของการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี งบประมาณที่เพิ่มขึ้นยังน้อยไปมาก สำหรับการที่ประเทศจะขับเคลื่อน และพัฒนาไปข้างหน้า

ดูการอภิปรายของ สส.พรรคฝ่ายค้าน ในส่วนของงบประมาณกระทรวงดีอี ทั้งเรื่องการปรับเพิ่มงบประมาณ หรือโครงการ TH-AI Passport น่าจะเป็นการสร้างกระแส เพื่อนำไปสู่การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ในสมัยการประชุมสภาสมัยหน้า อีกทั้งยังเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

ส่วนอีกประเด็น ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ และเชื่อว่ากำลังเป็นปัญหา คือความขัดแย้งในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของ นายกฯ หนู นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับ ครูใหญ่ นายเนวิน ชิดชอบ รวมทั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำคนสำคัญดูแลพื้นที่ภาคใต้ โดย “นายพิพัฒน์” กล่าวถึงกระแสข่าวความขัดแย้ง 2 น. และ 1 พ. คือ นายอนุทิน นายเนวิน และนายพิพัฒน์ ว่า ไม่จริงอย่างที่เคยกล่าว ว่า 2 น. ก็ส่วนหนึ่ง แล้วมี พ. เข้าไปพ่วงอีกคนหนึ่ง ได้พูดคุยกันในพรรค ขอยืนยันว่าทุกสิ่งทุกอย่าง นายกฯ จะมีหารือกับตน และอีก 1 น. ว่า พวกเราทำงานอะไรไป ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเรามีการประสานกัน ทั้งนี้ขอยืนยันที่มีข่าวแตกกันภายใน โดยเฉพาะ 2 น. และอีก 1 พ. หรือเปล่านั้น พวกเรายังปกติ แต่การทำงานร่วมกัน บางครั้งมีการพูดคุยกัน บางเรื่องถูกละเลยไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โต แต่ขอยืนยันว่า ความขัดแย้งในพรรค ภท.ไม่มี

เมื่อถามว่า มีหลายคนมองว่าอาจจะมีปัญหาในการบริหารประเทศ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายกฯ เป็นผู้บริหารประเทศ ซึ่งอีก น. หนึ่ง ไม่ได้เข้ามายุ่งในการบริหารประเทศ พวกเราจะเห็นว่าการบริหารประเทศ เบอร์หนึ่งคือ นายกฯ นายอนุทิน จะมาบอกว่า มีคนอื่นเข้ามาแทรกแซงนั้น ขอยืนยันว่าไม่มี แต่การให้คำแนะนำ หรือคำปรึกษาเป็นเรื่องปกติไม่ว่ารัฐบาลไหนใดๆ ในโลก ผู้นำประเทศจะต้องมีที่ปรึกษา ที่ให้คำแนะนำ ในแต่ละเรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องผู้ที่ให้คำแนะนำ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนคนเดียวกัน ซึ่งแต่ละกระทรวง ก็มีที่ปรึกษาเช่นกัน เพราะความรู้ความเชี่ยวชาญของแต่ละกระทรวงของที่ปรึกษาอาจมีไม่เท่ากัน ซึ่งนายกฯ มีทีมที่ปรึกษามากมาย ดังนั้นการให้คำแนะนำของทีมที่ปรึกษา ก็จะต้องให้คำแนะนำในแต่ละเรื่อง ตามความเชี่ยวชาญ ขอยืนยันว่า พวกเราไม่มีความขัดแย้งภายในพรรค

ด้าน “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอีในฐานะเลขาธิการพรรค ภท. กล่าวถึงกระแสข่าวรอยร้าวระหว่าง 2 น. และ 1 พ. ว่า ข้อเท็จจริงมีการทะเลาะกันจริง ระหว่าง 2 น. คือ น.เนวิน ชิดชอบ น.นก ไชยชนก แต่ทะเลาะกันด้วยความรัก เจตนาที่จะทำดีเพื่อประเทศชาติ และในส่วน 1 พ. 1 น. ก็คือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ กับนางนาที รัชกิจประการ ภรรยา ก็ทะเลาะกันเป็นประจำเช่นกัน เมื่อถามว่า นายอนุทินและนายเนวินมีอะไรกันหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า มีความรักความสนิทสนม และแข็งแกร่งกว่าเดิม ส่วนมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง ยอมรับว่ามีเป็นเรื่องปกติของทุกคนในการทำงาน แต่ความเป็นพรรค ภท. เรามีความสามัคคี และเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดเสมอ พร้อมยืนยันว่า นายเนวิน นายอนุทินไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน เมื่อถามว่า กระแสข่าวที่ออกมาจะทำให้ทั้งคู่เกิดรอยร้าวหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า จะดิสเครดิตในมุมมองของสังคมได้ แต่เรื่องส่วนตัวของสองคนไม่สามารถก้าวก่าย ให้เกิดความแตกแยกกันได้ รักกัน สนิทกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานาน เรื่องแค่นี้ไม่กระทบแน่นอน

ต้องรอดูคำยืนยันแกนนำพรรค ภท. จะสามารถลบกระแสข่าวที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะอาจมีบางฝ่ายหวังสร้างข่าวขึ้น เพื่อให้กระทบกับความน่าเชื่อถือ เนื่องจากพรรค ภท.เป็นแกนนำรัฐบาล แต่ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นจริง ย่อมกระทบเสถียรภาพของฝ่ายบริหาร เพราะรัฐบาลจะล้มได้ ต้องเกิดจากปัญหาภายใน ปัจจัยภายนอก ไม่มีทางล้มได้.

“ทีมข่าวการเมือง”