ถือเป็นหน่วยงานที่มีเรื่องร้อนอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นกระทรวงที่หัวหน้ารัฐบาลนั่งควบอยู่ ทั้งเรื่องปัญหาที่ดินเขากระโดง ถูกมองว่าเป็นกลางในการเลือกตั้ง หรือเรื่องร้องล่าสุดปัญหาการทุจริต การสอบเข้าเป็นข้าราชการใน “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)” หลายฝ่ายเลยวิจารณ์การทำงานของ “กระทรวงมหาดไทย” ที่มี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ที่นั่งควบอยู่ด้วย ซึ่งหลายคนจับว่า บทสรุปในการคลี่คลายข้อเท็จจริง จะสามารถดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมดหรือไม่ หรือไม่สามารถสาวลึกไปถึง “ผู้บงการ” ที่แท้จริงหรือไม่

ขณะที่มีมุมมองของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน “นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์ความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทย ของค่ายสีน้ำเงิน จะจบลงอย่างไร ว่า จะต้องเร่งเคลียร์ไม่งั้นทำงานต่อกันลำบาก เวลาผู้มีอำนาจทะเลาะกัน หรือหักกัน และยอมกันไม่ได้ สาเหตุมักมาจากลูกน้องคนสนิททั้งนั้น ยกตัวอย่างกรณี “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” อดีตรองนายกฯ กับ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ” สาเหตุหนึ่งที่หักกัน ก็ด้วยเรื่องลูกน้องคนสนิท ซึ่งจากข้อมูลที่หลายคนตั้งข้อสังเกต ถึงเส้นทางการเติบโต นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นคนที่นายเนวิน ชิดชอบ ให้การสนับสนุน การกระทำนายนฤชา ในหลายเหตุการณ์ข้ามหัว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย แบบไม่เกรงใจ
ที่หนักกว่านั้นคือเตือนก็ไม่ฟังด้วย แถมมีให้ใครบางคน ที่นายอนุทิน เกรงใจโทรฯ มาเคลียร์เสียด้วย ข่าวเขาเล่ากันมาอย่างนี้ เอาง่ายๆ ว่าหลายคนเขาบอกนายนฤชา เชื่อมั่นว่าตัวเองมีแบ๊กดี แต่คนแบ๊กดีอย่างไร ทำงานก็ต้องฟังผู้บังคับบัญชา แต่ถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง แถมต่อสายไปหาแบ๊กแล้วให้แบ๊กของคุณ มาเบิ้ลผู้บังคับบัญชาของคุณมันจะอยู่กันอย่างไร
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า หากสมมุติว่าเรื่องร่ำลือนี้ เป็นเรื่องจริง ต้องย้ำว่าคำว่า ลูกน้องคู่ใจ มันไม่ได้มีแค่คนเดียว อาจจะกลายเป็นการชนกันระหว่างมุ้งของนายเนวิน และมุ้งของนายอนุทิน แต่ตำแหน่งมันมีจำกัด เสือตัวหนึ่งอยู่ เสืออีกตัวก็ต้องไปจากถ้ำ ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล น่าผิดหวังมากๆ คือแทนที่จะมาทำงานให้กับประชาชน เป็นที่ตั้ง ทั้งชาวบ้านก็มองความขัดแย้งแบบตาปริบๆ ขณะที่เหล่าข้าราชการในกระทรวง ที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์ สุจริต พวกเขาจะทำงานกันอย่างไร
บนความขัดแย้งครั้งนี้ ที่มีสีน้ำเงินเข้ม กับสีน้ำเงินอ่อน มีสีน้ำเงินหลายเฉดด้วย เป็นสีน้ำเงินผู้รับเหมา หรือสีน้ำเงินปราสาทสายฟ้า วุ่นวายเพราะมันคนละเฉด ถ้าเคลียร์ไม่จบจะเกิดการบ่อนทำลายกันเองไปมาเรื่อยๆ ในแบบที่สนิมเกิดจากเนื้อในตน เดาจุดจบไม่ได้เลย ต้องตามกันต่อไปแต่มั่นใจว่า มุ้งของนายอนุทิน ก็จะแทงมุ้งของนายเนวิน มุ้งนายเนวิน ก็จะแทงมุ้งของนายอนุทิน แล้วคราวนี้ล่ะ ข้อมูลต่างๆ ทั้งหลายจะไหลออกมาเละตุ้มเป๊ะเพราะถ้ามีเรื่องอีโก้หรือผลประโยชน์กันแล้ว มันไม่มีใครยอมใคร


แม้บางคนจะมองว่า การออกมาให้ความเห็นเรื่องความสัมพันธ์ของ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” กับ “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ” ที่มีปัญหาขัดแย้งกัน เป็นเกมเสี้ยมของแกนนำพรรคส้ม โดยยกการบริหารงานภายในของกระทรวงมหาดไทย มาเป็นตัวอย่าง โดยเฉพาะบทบาทของ “นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง ที่ถูกมองว่า เป็นคนของครูใหญ่เนวิน
ด้าน “นายทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ ในฐานะอดีต รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคลิปเสียงที่พาดพิง รมช.ว่ามีส่วนร่วมในขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมว่ามีใครออกมาพูดบ้าง รวมถึงรวบรวมคลิปเสียงว่า มีการพาดพิงถึงใคร และพาดพิงถึงตนหรือไม่ โดยให้ฝ่ายกฎหมายเป็นผู้รวบรวม
นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า คนที่พูดในคลิปไม่ได้ยืนยันขนาดนั้น เป็นแค่การสนทนาพาดพิง และตนก็ไม่รู้จักว่าคนชื่อ “ส้ม” กับคนชื่อ “กิจ” เป็นใคร แต่ยอมรับว่าขณะนี้ได้ชื่อมาบางส่วนแล้ว จะต้องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะอยากให้เกิดความชัดเจน ไม่อยากให้เอาคลิปมาพูดกันแบบกำกวม ตนไม่เห็นด้วยกับการพูดกลับไปกลับมา ถ้าเรายืนยันว่าไม่ได้ทำ และคลิปทำให้ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้อง เราก็ถือเป็นผู้เสียหาย
อีกประเด็นที่ต้องติดติดตามคือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งรัฐบาลกำหนดวงเงินไว้ที่ไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท โดย “น.ส.รัชดา ธนาดิเรก” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ โดยกำชับให้รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลอย่างครบถ้วน พร้อมตอบทุกข้ออภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเหตุผล ความจำเป็น และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการใช้งบประมาณในแต่ละด้าน
“ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ รวมถึงเอกสารประกอบ แผนการใช้จ่าย และผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ได้ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณ เพื่อร่วมตรวจสอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน และรับทราบข้อมูลประกอบการพิจารณาได้อย่างเปิดเผยและโปร่งใส” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว

ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ว่า เตรียมผู้อภิปราย ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ วันที่ 29 มิ.ย.-1 ก.ค. ไว้ประมาณ 30 คน มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งหมด เชื่อว่า การอภิปรายครั้งนี้ จะเป็นการอภิปรายคุณภาพอีกหนึ่งครั้ง ไม่ตกแน่นอน เชิญชวนทุกคนหลังการเลือกตั้ง ต่อเนื่องอีก 3 วัน ให้มาติดตามการอภิปราย เมื่อถามถึงเรื่องโครงการ TH-AI Passport จะมีการเน้นย้ำด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้าดูตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่อยู่ในตัวเล่ม ทางรัฐบาลยอมปรับเปลี่ยนออกไปบ้างแล้ว แต่ส่วนที่สำคัญคือ 1,600 ล้านบาท จากกองทุนดีอี ที่ยังไม่ได้รับความชัดเจนว่า จะยกเลิกสัญญา เพื่อเปิดประมูลใหม่หรือไม่อย่างไร ซึ่งเราจะติดตามอย่างต่อเนื่อง

ส่วน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า พรรคได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ประมาณ 10-12 คน โดยจะอภิปรายในภาพรวมของงบประมาณ และโครงสร้างงบประมาณโดยรวม ที่ปัจจุบันงบลงทุนยังต้องมาจากการกู้เงิน และภาษีที่เก็บเป็นรายได้ของรัฐ เพียงแค่ใช้จ่ายงบประจำ และการใช้หนี้นั้นก็หมดแล้ว ดังนั้นในอนาคตจะมีความจำเป็น จะต้องมีการปรับโครงสร้างงบประมาณ ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ยังไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งที่การจัดทำงบประมาณควรเป็นไปตามความจำเป็นของประเทศ จึงควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง แต่ตนเองก็ยังไม่เห็นการจัดทำงบประมาณให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
คงต้องรอดูกระบวนการตรวจสอบ การจัดทำงบประมาณ จะมีความเข้มข้นมากแค่ไหน ซึ่งเชื่อว่าเวทีนี้ ฝ่ายค้านไม่ปล่อยให้ผ่านไปได้ง่ายๆ แน่ๆ และจะชี้พิรุธในการจัดทำงบประมาณหน่วยงานไหนเป็นพิเศษหรือไม่
ถือเป็นการเปิดใจในประเด็นการเมืองครั้งแรก หลังจากได้รับอิสรภาพ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถึงบรรยากาศการเมืองขณะนี้ ว่า อยากให้ทุกคนสามัคคีกัน บ้านเมืองเราต้องการความสามัคคี เพราะปัญหามันยาก ปัญหาของเราเองก็ยาก และยังมีปัจจัยภายนอกเข้ามา วันนี้ทุกคนต้องสามัคคี รักและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีโอกาสเห็นนายทักษิณ ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าจะวางมือทางการเมืองแล้ว นายทักษิณ กล่าวว่า “ผมไม่เคลื่อนไหวอยู่แล้ว มาทำหน้าที่พลเมือง ไม่ได้ทำหน้าที่นักการเมือง” เมื่อถามว่า หลังจากมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันนี้แล้วมีกำหนดการอีกหรือไม่เนื่องจากเป็นวันหยุด นายทักษิณ กล่าวว่า ก็ไปอยู่กับครอบครัว ลูกๆ เพราะอาทิตย์หน้าจะเดินทางแล้ว
เมื่อถามว่า ไปรอบนี้จะไปพักผ่อนนานหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ก็ไปเยี่ยมเพื่อนฝูง วันที่ออกจากเรือนจำเพื่อนที่ต่างประเทศ ก็โทรฯ มาแสดงความยินดี เราก็ควรจะไปเยี่ยมเยียน เพื่อขอบคุณน้ำใจเขา ส่วนเรื่องสุขภาพร่างกายตอนนี้ก็ 77 ปีแล้ว ไหวแบบคน 77 ปี เมื่อถามย้ำว่า วันนี้วางมือแล้วยังติดตามสถานการณ์การเมืองใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า แล้วแต่จะวางตรงไหน โดยยอมรับว่า ยังติดตามสถานการณ์บ้านเมือง เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง จริงๆ แล้วก็เป็นห่วงชาวบ้าน เพราะหนี้ครัวเรือนสูง หนี้ประเทศก็สูง ดังนั้นการจะช่วยประชาชน ก็เห็นใจรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องยาก เห็นใจ และให้กำลังใจทุกคน เมื่อถามว่า ได้ให้กำลังใจ หรือคำแนะนำพรรคเพื่อไทย (พท.) อย่างไร นายทักษิณ ไม่ได้ตอบคำถาม และแวะทักทายประชาชนก่อนขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับทันที
คงต้องรอดูว่า “นายทักษิณ” จะทำตามที่พูดหรือไม่ หลังประกาศไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง ในช่วงก่อนหน้านี้ เคยมีบทบาทอย่างเต็มที่ในช่วง “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” บุตรสาวทำหน้าที่หัวหน้าที่รัฐบาล หรือวิบากกรรมที่ผ่านมา กลายเป็นบทเรียนสำคัญ ต้องระมัดระวังในการกำหนดท่าทีของตัวเอง.
“ทีมข่าวการเมือง”



