เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โพสต์แชร์ข่าวกรณีอิงฟ้า วราหะ อดีตมิสแกรนด์ออกมาคอลเอาต์กรณี Saveทับลาน โดยระบุว่าช่วยกันนะ เชื่อว่าโลกนี้ไม่ได้มีพื้นที่ไว้ให้มนุษย์อย่างเดียว ขอให้เสียงของเรามีความหมาย สัตว์พูดไม่ได้แต่มนุษย์อย่างเรา พูดแทนเค้าได้นะ

โดยนายไชยณรงค์ ระบุว่า ยินดีด้วยที่คุณอิงฟ้าได้เป็นนักอนุรักษ์แล้วจากการโพสต์ทีเดียวว่าพูดแทนสัตว์ป่า เห็นไหมครับว่าการเป็นนักอนุรักษ์ยุคดิจิทัลมันไม่ยากเลย แต่ขอโทษนะครับที่ผมต้องบอกคุณอิงฟ้าว่ามนุษย์ต่างกับสัตว์ป่าตรงที่มนุษย์มีเหตุมีผล มนุษย์แยกได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด มนุษย์จึงต้องมีความรู้ มีข้อมูลที่ถูกต้อง และนั่นทำให้มนุษย์มีอารยธรรม แตกต่างไปจากสัตว์ป่า ดังนั้น เมื่อพูดแทนสัตว์ป่าแล้วก็อย่าลืมความเป็นมนุษย์นะครับ

ในกรณีทับลาน คุณอิงฟ้าควรศึกษาข้อมูลให้มากกว่านี้ครับ เช่น ความเป็นมา หรืออุทยานประกาศทับที่ของชุมชนไหม ไม่ใช่เห็นว่าเป็นกระแสอนุรักษ์ก็กระโดดเข้าใส่แบบนี้ เพราะความเป็นนางงาม เป็นดารา มันคือการเป็นบุคคลสาธารณะ การเสนอความเห็นมันมีผลต่อความคิดของคนในสังคม

ผมอยากบอกคุณอิงฟ้าว่าการเป็นนักอนุรักษ์ในยุคนี้ไม่ยากครับ แค่โพสต์ว่าพูดแทนสัตว์ป่าแบบที่คุณทำก็เป็นแล้วครับ แต่การเป็นนักอนุรักษ์ที่มีความเป็นมนุษย์ด้วยมันยากครับ

ขณะที่เฟซบุ๊กกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เคลื่อนไหวโดยการโพสต์ข้อความและภาพอินโฟกราฟิกชี้แจงกรณีการเตรียมเพิกถอนอุทยานฯ ทับลาน หลายครั้งตลอดทั้งวันจนถึงช่วงกลางดึกคืนวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า การปรับปรุงแนวเขตทับลาน​ คือ​ การ “แยกคนกับป่า” ให้ชัดเจนและเป็นธรรมที่สุด​  คนอยู่ก่อนประกาศจัดตั้งอุทยานฯ ได้รับสิทธิ​ พี่น้องที่ทำกินและอยู่อาศัยมาก่อนเมื่อผ่านการพิสูจน์จะได้รับการรับรองสิทธิอย่างเป็นธรรม  ป่ายังคงอยู่ พื้นที่ป่าสมบูรณ์จะได้รับการปกป้องอย่างเข้มงวดและฟื้นฟูระบบนิเวศ

รัฐบาลสั่งเดินหน้าเร่งพิสูจน์สิทธิ เพื่อคืนความยุติธรรมให้พี่น้องประชาชน 20,294 ราย ใน 97 หมู่บ้าน ที่รอคอยการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินมาอย่างยาวนาน เรามุ่งเน้นการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้คนที่อยู่มาก่อนประกาศอุทยานฯ จริงได้รับสิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่สวมสิทธิโดยมิชอบ​ ​เพราะสิทธิของคนทำกิน ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

“ไม่ใช่ทุกคนในพื้นที่… จะได้รับสิทธิ!” เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและรักษาพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน การพิจารณาสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้น ละเอียดทุกตารางนิ้ว โดย “คณะกรรมการกลาง” จากทุกภาคส่วนที่เชื่อถือได้ เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ที่มีสิทธิถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง

​กระบวนการตรวจสอบที่สำคัญ​ คือ​ ​ตรวจสอบเอกสารหลักฐานการอยู่อาศัยและทำกิน​ ​ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพจริงทุกแปลง​ ​ตรวจสอบข้อมูลแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ และข้อมูลเชิงพื้นที่​ และ​รับฟังความคิดเห็นจากชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง​ จากนั้น​คณะกรรมการกลางพิจารณาและยืนยันผู้มีสิทธิอย่างเป็นธรรม สำหรับผู้ที่รุกล้ำ สวมสิทธิ หรือใช้เอกสารเท็จ จะไม่ได้รับสิทธิและต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

“ป่าทับลานยังอยู่! คืนสิทธิให้เฉพาะชาวบ้านที่อยู่มาก่อนประกาศอุทยานฯ เท่านั้น” รัฐบาลยืนยันเจตนารมณ์ชัดเจนในการจัดการปัญหาพื้นที่ทับลาน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและการดูแลประชาชน

​พื้นที่ป่าสมบูรณ์จะต้องได้รับการปกป้องดูแลอย่างเข้มงวดเช่นเดิม เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่ถึงคนรุ่นต่อไป ชาวบ้านตัวจริง​ คือ​ ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าอยู่อาศัยมาก่อนประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติฯ จะได้รับการคืนสิทธิอย่างเป็นธรรม ผ่านกระบวนการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

​ข้อกังวลเรื่องนายทุน​ หากพบการรุกล้ำหรือการสวมสิทธิโดยมิชอบ จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น​ นอกจากนี้จะได้เร่งดำเนินการตามกฎหมายกับพื้นที่ที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีด้วยเช่นกัน ร่วมกันรักษาป่าทับลาน เพื่อธรรมชาติ เพื่อชุมชน และเพื่ออนาคตของประเทศไทย

ทั้งนี้ยังพบว่าแอดมินเพจกรมอุทยานฯ ยังเข้าไปชี้แจงและตอบข้อสงสัยกรณีการเพิกถอนอุทยานฯ ทับลาน ในเพจต่างๆ ที่ออกมาคัดค้านเรื่องนี้อย่างแข็งขันด้วย.