หรือเหมือนยืนอยู่บนเรือ ติดต่อกันเป็นเวลานาน 3 เดือนขึ้นไป โดยที่ตรวจร่างกายแล้วไม่พบความผิดปกติชัดเจน PPPD ไม่ใช่โรคที่เกิดจากการ “คิดไปเอง” แต่เป็นโรคที่สมองและระบบทรงตัวทำงานผิดปกติจริง ๆ

อาการของ PPPD

ผู้ป่วยมักมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างต่อไปนี้:  รู้สึกมึนหัว ไม่ใช่บ้านหมุน แต่เหมือนลอย ๆ โคลง ๆ   รู้สึกเหมือนยืนอยู่บนเรือ หรือเดินบนพื้นนุ่ม  ทรงตัวไม่มั่นคง โดยเฉพาะตอนยืนหรือเดิน อาการแย่ลงเมื่อยืนหรือเดินนาน ๆ อยู่ในที่คนเยอะ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต   มองภาพเคลื่อนไหว เช่น ดูทีวี เลื่อนหน้าจอมือถือ ขับรถ  อยู่ในที่ที่มีลายเส้นเยอะ ๆ เช่น ลายพื้น ลายผ้าม่าน  อาการดีขึ้นเมื่อนั่งหรือนอนพัก  มักมีความเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้าร่วมด้วย อาการเหล่านี้จะเป็นเกือบทุกวัน อย่างน้อย 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน

สาเหตุของ PPPD

PPPD มักเกิดตามหลังเหตุการณ์ที่กระทบระบบทรงตัว เช่น: โรคเวียนศีรษะอื่น ๆ เช่น หินปูนในหูเคลื่อน (BPPV), น้ำในหูชั้นในไม่เท่ากัน (Meniere’s disease), เส้นประสาททรงตัวอักเสบ (Vestibular neuritis)  ภาวะวิตกกังวล หรือ Panic attack ไมเกรนชนิดที่มีอาการเวียนศีรษะ (Vestibular migraine)

อุบัติเหตุทางสมอง หรือศีรษะกระทบกระเทือน ความเครียดสะสม หรือเหตุการณ์กระทบจิตใจรุนแรง

หลังเหตุการณ์เริ่มต้น สมองเกิดการ “เรียนรู้ผิด” คือเริ่มจับตามองท่าทางและการเคลื่อนไหวมากเกินไป จนทำให้รู้สึกเวียนแม้ร่างกายจะหายดีแล้ว

PPPD ต่างจากบ้านหมุนทั่วไปอย่างไร?

การวินิจฉัย แพทย์จะวินิจฉัยจากเกณฑ์ต่อไปนี้: มีอาการเวียนหัว ไม่มั่นคง หรือลอย ๆ เกือบทุกวัน อย่างน้อย 3 เดือน อาการเป็นโดยไม่ต้องมีตัวกระตุ้น แต่จะแย่ลงเมื่อยืน เดิน หรือมองภาพเคลื่อนไหวมีเหตุการณ์เริ่มต้นที่กระทบระบบทรงตัว อาการรบกวนชีวิตประจำวันชัดเจน ตรวจหาสาเหตุอื่นแล้วไม่พบแพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจการได้ยิน ตรวจการทรงตัว หรือ MRI สมอง เพื่อแยกโรคอื่นผลตรวจจะได้ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งแพทย์จะนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยและวางแผนในการรักษาต่อไปด้วยยาปฏิชีวนะ ร่วมกับยาลดกรดขนาดสูง เป็นระยะเวลา 10-14 วัน  ซึ่งหากเลือกยาที่ดีแล้ว โอกาสที่หายขาด มีสูงถึง 90%

การรักษา

PPPD รักษาได้ แต่ต้องใช้เวลาและความอดทน วิธีรักษาหลักมี 3 อย่าง: 1. การฟื้นฟูระบบทรงตัว (Vestibular Rehabilitation) เป็นการทำกายภาพบำบัดเฉพาะทาง ให้สมอง “เรียนรู้ใหม่” ว่าจะปรับตัวกับการเคลื่อนไหวอย่างไร เช่น ฝึกกลอกตา  ฝึกการทรงตัว  ฝึกเดินในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ค่อย ๆ เพิ่มการเผชิญสิ่งกระตุ้น

2. ยา แพทย์อาจให้ยากลุ่ม SSRI หรือ SNRI ซึ่งเป็นยาปรับสารสื่อประสาทในสมอง (เป็นยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล แต่ใช้ได้ผลกับ PPPD ด้วย) ยาเหล่านี้ต้องกินต่อเนื่องอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์จึงเห็นผล

3. การบำบัดทางจิตใจ (CBT) Cognitive Behavioral Therapy หรือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม ช่วยลดความวิตกกังวลที่มากระตุ้นอาการ และปรับวิธีคิดเกี่ยวกับอาการเวียน ผู้ป่วยทำอะไรได้ด้วยตนเองบ้าง? อย่าหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหว เพราะยิ่งหลบยิ่งแย่ลง ค่อย ๆ ฝึกเผชิญทีละน้อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดิน โยคะ ไทเก๊ก นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง จัดการความเครียดด้วยการหายใจลึก ๆ การทำสมาธิ ลดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ อย่าเอาแต่จดจ่อกับอาการ เพราะยิ่งสนใจยิ่งรู้สึกมากขึ้น  ใช้ชีวิตปกติให้มากที่สุด ไปทำงาน ออกไปข้างนอก ไม่ต้องอยู่แต่บ้าน

ข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องเข้าใจ

PPPD ไม่อันตรายถึงชีวิต ไม่ใช่เนื้องอกสมอง ไม่ใช่อัมพาต ไม่ใช่โรคทางจิต แต่เป็นความผิดปกติของระบบประสาทจริง หายได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการดีขึ้นมาก เมื่อรักษาถูกวิธี ต้องใช้เวลาหลายเดือนถึงปีในการฟื้นตัวเต็มที่ อย่าสิ้นหวัง การถอยออกจากชีวิตประจำวัน จะทำให้แย่ลง

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ควรไปพบแพทย์ หาก: เวียนหัวต่อเนื่องเกิน 1 เดือน ทรงตัวไม่ได้จนกระทบชีวิตประจำวัน เริ่มไม่กล้าออกจากบ้าน มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวลร่วม เคยตรวจหลายโรงพยาบาลแล้ว ยังไม่พบสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์หู คอ จมูก หรือแพทย์ระบบประสาท ที่เฉพาะทางด้านการทรงตัว

PPPD เวียนหัวเรื้อรัง เป็นโรคที่พบบ่อยกว่าที่คิด แต่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการเวียนศีรษะเรื้อรัง ตรวจหลายที่แล้วไม่พบโรค อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองคิดไปเอง ลองปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจดู PPPD เพราะการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในเรื่องนี้ ต้องขอขอบคุณ “โรงพยาบาลแพทย์รังสิต”