เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ที่ ครม. เสนอ วงเงิน 10,328 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการประชุมดุเดือดขึ้น เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ขึ้นอภิปรายโดยมีการพาดพิงไปถึงโครงการ TH-AI Passport ว่ามีความไม่โปร่งใสและมีการล็อกสเปกโครงการ ทำให้ น.ส.นันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า เป็นการอภิปรายนอกประเด็น เนื่องจากเวทีนี้เป็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนเกิดการปะทะคารมกับ นพ.วรงค์ ไปมา โดย นพ.วรงค์ ตอบโต้ว่า กลัวหรืออย่างไรถึงไม่ให้พูด

จนกระทั่ง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ต้องตักเตือน นพ.วรงค์ ไม่ให้อภิปรายนอกประเด็น พร้อมระบุว่า หากยังอภิปรายนอกประเด็นจะไม่อนุญาตให้พูดต่อ เนื่องจากเรื่องที่อภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ และยืนยันว่าไม่ใช่การปิดปากไม่ให้อภิปราย อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ ยังคงพยายามวกเข้ามาอภิปรายเรื่อง TH-AI Passport พร้อมขอให้เปิดสไลด์ประกอบการอภิปราย

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ได้อภิปรายสนับสนุนให้ นพ.วรงค์ ได้พูดเรื่องดังกล่าวต่อไป ส่งผลให้ สส.พรรคภูมิใจไทย ทยอยลุกขึ้นประท้วงอย่างต่อเนื่อง และขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรช่วยควบคุมการประชุม จนบรรยากาศการประชุมเริ่มไม่ราบรื่น เนื่องจาก นพ.วรงค์ พยายามจะพูดเรื่อง TH-AI Passport ให้ได้ จนนายโสภณต้องตักเตือนอยู่หลายรอบซ้ำๆ ว่าขอให้พูดอยู่ในประเด็น เพราะโครงการนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการล็อกสเปกหรือไม่โปร่งใสจริงตามที่กล่าวอ้าง แต่ นพ.วรงค์ ยังยืนยันที่จะอภิปรายเรื่องนี้ต่อ

ทำให้นายโสภณต้องใช้อำนาจตามข้อบังคับและคำวินิจฉัย สั่งให้ นพ.วรงค์ ยุติการอภิปรายในทันที

ต่อมา นพ.วรงค์ เปิดแถลงข่าวนอกห้องประชุมสภา หลังถูกประธานสั่งยุติการอภิปรายปมงบประมาณโครงการ TH-AI Passport โดยเจ้าตัวฉะแรงว่าเป็น “สภาเผด็จการเลือกตั้ง” ที่ปิดกั้นการตรวจสอบภาษีประชาชนเป็นครั้งแรกในชีวิตทางการเมือง พร้อมเปิดหลักฐาน TOR จำนวน 33 หน้า ชี้ข้อพิรุธในหัวข้อที่ 4 และ 8 ที่กำหนดเงื่อนไขให้ต้องติดตั้งจอโฆษณาดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อกว่า 1,500 สาขา รวม 6,000 จุด ซึ่งตรงกับลักษณะธุรกิจของบริษัท แพลน บี ถือเป็นการออกเงื่อนไขเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดียว แม้สัญญาจะเป็นแบบจ่ายตามจริง (Pay-per-use) ก็ปฏิเสธความผิดไม่ได้เพราะล็อกสเปกตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ฝากเตือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ว่า อ้างไม่รู้เรื่องไม่ได้ เพราะสภาได้เตือนแล้ว เปรียบเหมือนคดีจำนำข้าวที่อดีตนายกฯ หญิงเคยปฏิเสธแต่สุดท้ายศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมนัดหอบหลักฐานทั้งหมดเข้าร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในวันที่ 26 มิ.ย. นี้ เวลา 10.30 น.