หลังเสร็จสิ้นภารกิจเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. 69 อย่างเป็นทางการ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะต้องมารับเผือกร้อนโดยทันที เมื่อคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564

ด้าน “นายวิษณุ วรัญญู” ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหา กสทช. กล่าวว่า การกระทำที่ผ่านมาของ นพ.สรณ เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะหยิบยกแต่ละเรื่องไปพิจารณาว่า จะมีผลอย่างไร ส่วนจะต้องให้เสนอเรื่องให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา รับเรื่องมาจากช่องทางไหน ก็ส่งกลับไปช่องทางนั้น

ขณะที่ “น.ส.ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ ให้ความเห็นว่า เมื่อกรรมการสรรหาได้พิจารณาแล้วว่า นพ.สรณ มีคุณสมบัติที่ไม่ครบถ้วน ในการเป็นประธาน กสทช. คิดว่าหน้าที่ต่อไปคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ต้องนำเรื่องนี้ทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนประธาน กสทช. ลงมาอย่างเร็วที่สุด ตาม พ.ร.บ.กสทช. มาตรา 20 ที่ได้ระบุไว้ว่า หากมีกรรมการ กสทช.คนใดขาดคุณสมบัติจะต้องมีการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนทันที และทางสำนักงาน กสทช. ต้องทำหนังสือเข้ามาภายใน 15 วัน ไปยังวุฒิสภาให้มีการสรรหาใหม่โดยเร็วที่สุด

ส่วน “นพ.สรณ” ยังไม่มีท่าทีใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีการออกมาให้ความเห็นของ “นายชำนาญ ชาดิษฐ์” ทนายความส่วนตัวของ นพ.สรณ ออกมาตั้งข้อสังเกต 3 ประการคือ 1. คณะกรรมการสรรหาได้สิ้นสุดอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายไปแล้ว ผลพิจารณาดังกล่าวมีสถานะเป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการสรรหา และยังไม่ใช่คำสั่งทางกฎหมายที่มีผลให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยหรือการดำเนินการโดยองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย ประธาน กสทช.ยังคงมีหน้าที่ ต้องปฏิบัติราชการอย่างต่อเนื่อง
2.จะตีความให้มติของคณะกรรมการสรรหามีผลเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าวโดยลำพังมิได้ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการนำเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมายไปกระทบต่อกระบวนการที่ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยองค์กรผู้มีอำนาจ ท่านประธานจึงยังคงมีหน้าที่ปฏิบัติงานต่อไป 3.คณะกรรมการสรรหาไม่ได้ให้น้ำหนักแก่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ฝ่าย นพ.สรณ นำเสนอแต่อย่างใด อีกทั้งยังเร่งรัดและรีบดำเนินการพิจารณาจนมีมติออกมา ในระหว่างขณะที่ประเด็นบางส่วนอยู่ระหว่างการขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ รวมถึงการไม่รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบด้าน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบต่อไปว่าการพิจารณาดังกล่าวเป็นไปตามหลักความเป็นธรรมทางปกครองและหลักการให้โอกาสคู่กรณีชี้แจงอย่างเพียงพอหรือไม่
คงต้องรอดูว่า “นายอนุทิน” ในฐานะนายกฯ จะตัดสินใจอย่างไร จะนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ หรือต้องรอให้กระบวนการโต้แย้งทางกฎหมาย ดำเนินการจนจบสิ้นกระบวนการ ซึ่งถ้าหากดำเนินการเรื่องนี้ล่าช้า อาจถูกร้องว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือถูกช่องทางการเมืองตรวจสอบ

หลังมีเรื่องลบถาโถมเข้าใส่รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็เริ่มมีเรื่องบวกให้สังคมเห็น หลัง “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลัง เปิดเผยถึงความสำเร็จจากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ นำทัพทีมประเทศไทยเดินสายโรดโชว์ ดึงดูดการลงทุน ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การเปิดโต๊ะเจรจาเจาะลึกแบบตัวต่อตัวกับ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ ระดับท็อปของจีนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเทคโนโลยีขั้นสูง ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ คาดว่าดึงดูดเงินลงทุนเข้าไทยได้สูงถึง 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการต่อยอดฐานลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และเตรียมอัดฉีดเงินลงทุนใหม่อีกกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปรียบเสมือนลมใต้ปีก เร่งให้กลุ่มทุนต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังอาเซียน โดยมีไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ นอกจากนี้ บีโอไอยังมีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจให้กับนักธุรกิจไทยที่เดินทางมาร่วมเปิดสำนักงานบีโอไอที่เฉิงตู เพื่อให้นักธุรกิจไทยและจีนได้หารือความร่วมมือทางธุรกิจซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก
“ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นคลื่นการลงทุนลูกใหม่ ที่สามารถเทียบชั้นได้กับยุคทศวรรษที่ 1980 ซึ่งกลุ่มทุนญี่ปุ่นแห่เข้ามาตั้งฐานผลิตในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดจนเกิดเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล แต่ในรอบนี้คือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเทคโนโลยีเอไอ ยานยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์อัจฉริยะ สอดคล้องกับรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ที่ประเมินว่าประเทศไทยกำลังผงาดเป็นดาวรุ่งด้านเทคโนโลยีระดับโลก” นายเอกนิติ กล่าว
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน นำโดย บริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล ค่ายรถอีวีระดับท็อปของจีน ที่ฟันธงเลือกไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศ โดยตั้งโรงงานที่ จ.ระยอง เพื่อเป็นฮับส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอ พร้อมเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200,000 คันต่อปี และดึงเอสเอ็มอีไทย เข้าสู่ซัพพลายเชนได้แล้วถึง 40 แห่ง ขณะที่กลุ่มนวัตกรรมประมวลผลข้อมูลเอไออย่าง บริษัท อินโนไลท์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง ก็เตรียมขยายฐานผลิตในไทย สร้างการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา พร้อมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยร่วมวิจัย และพัฒนากับวิศวกรไทยกว่า 1,500 คน
นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง บริษัท อีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี ก็ได้เดินหน้าเปิดโรงงานแห่งแรกที่ระยองและกำลังลุยขยายโรงงานแห่งที่ 2 อย่างต่อเนื่อง รวมถึง บริษัท เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน เป็นบริษัทเทคโนโลยี ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนอันดับ 3 ในไทย ซึ่งรัฐบาลได้เจรจาดึงดูดให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยชูจุดแข็งด้านความพร้อมของซัพพลายเชน กลุ่มสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

ด้าน “นายอนุทิน” กล่าวถึงความสำเร็จภายหลังการนำคณะทีมไทยแลนด์ หารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในประเทศจีน 4 บริษัทว่า ได้รับการยืนยันว่า มีแผนการลงทุนในประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ ซึ่งแรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว สาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทาย
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนสานต่ออย่างไร นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความมั่นใจ โดยปัจจุบันมีนโยบาย “Thailand FastPass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งจะเป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น นักลงทุนชื่นชมในความสะดวกและโปร่งใส โดยเฉพาะไม่มีปัญหาเรื่องเรียกรับผลประโยชน์ หรือค่าน้ำร้อนน้ำชาเหมือนในอดีต รวมถึงไม่ต้องติดต่อหลายหน่วยงานให้ยุ่งยาก เพราะบีโอไอ จะเป็นผู้ประสานงาน และขจัดอุปสรรคทั้งหมดให้เพียงจุดเดียว
เมื่อถามต่อว่านักธุรกิจไทยที่มาลงทุนในจีนมีข้อเสนออะไร ฝากนายกฯ ไปหารือกับ นายกฯ ของจีนในวันที่ 20 ก.ค.นี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ยืนยันว่าได้รับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจจากรัฐบาลจีน ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนและปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคต
จากนี้ไปต้องรอดู จะมีข่าวดีเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เพราะวันที่ 20 ก.ค. “นายอนุทิน” จะนำทัพใหญ่ หารือกับ “นายหลี่ เฉียง” นายกฯ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ.
“ทีมข่าวการเมือง”



