สหรัฐเดินทางเข้าสู่หมุดหมายประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในปี 2569 นั่นคือการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพ วาระนี้ไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงอดีตและการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองทั่วประเทศเท่านั้น แต่สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ หลายฝ่ายมองว่า นี่คือโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของประเทศเข้ากับแนวคิดชาตินิยม เพื่อผลักดันอุดมการณ์ “อเมริกา เฟิร์ส” ( America First ) ให้มีบทบาทเด่นยิ่งขึ้นในสังคมอเมริกัน


ทรัมป์มองวาระครบรอบ 250 ปี ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นโอกาสในการเน้นย้ำความยิ่งใหญ่ของประเทศ ผ่านการสื่อสารที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับนโยบายร่วมสมัย โดยหนึ่งในประเด็นที่ได้รับการหยิบยกอย่างชัดเจน คือการสร้างความภาคภูมิใจในชาติผ่านการปฏิรูปการศึกษา


ทรัมป์ผลักดันแนวคิดที่เรียกว่า “การศึกษาที่รักชาติ” เพื่อตอบโต้แนวคิดที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมองว่าให้ความสำคัญกับประเด็นความขัดแย้งทางเชื้อชาติและการวิพากษ์ประวัติศาสตร์สหรัฐมากเกินไป ทรัมป์เสนอว่า การเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีควรเป็นการยกย่องกลุ่มบิดาผู้ก่อตั้งประเทศและรากฐานของสหรัฐ ซึ่งสะท้อนความพยายามในการส่งเสริมการตีความประวัติศาสตร์ที่เน้นคุณค่าของชาติ และปลูกฝังความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์อเมริกันแก่คนรุ่นใหม่


นอกเหนือจากมิติทางวัฒนธรรมแล้ว ทรัมป์ยังเชื่อมโยงจิตวิญญาณของการประกาศเอกราชเมื่อปี ค.ศ. 1776 หรือพ.ศ.2319 เข้ากับนโยบายด้านความมั่นคงและการอพยพเข้าเมือง โดยสื่อสารกับฐานเสียงว่า การปกป้องอธิปไตยซึ่งบรรพบุรุษสร้างไว้ตลอด 250 ปี หมายถึงการมีพรมแดนที่เข้มแข็ง การควบคุมชายแดนทางใต้ และการปราบปรามการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งทรัมป์อธิบายว่าเป็นการปกป้องมรดกและผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าจะเป็นเพียงมาตรการด้านความมั่นคง


ในมิติด้านเศรษฐกิจ วาระครบรอบ 250 ปีถูกนำมาเชื่อมโยงกับแนวคิด “ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ” โดยทรัมป์ชูภาพความสำเร็จของสหรัฐในอดีต ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายกำแพงภาษีและการดึงฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐ

ทรัมป์ให้เหตุผลว่า ความมั่งคั่งของประเทศเกิดจากการพึ่งพาศักยภาพของแรงงานอเมริกัน มากกว่าการพึ่งพาระบบโลกาภิวัตน์และการค้าเสรี ซึ่งเขามองว่าทำให้สหรัฐเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะจีน แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าและการส่งเสริมให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ


หนึ่งในวาทะที่ทรัมป์ใช้กระตุ้นความรู้สึกของชาวอเมริกัน คือ “เราจะเฉลิมฉลอง 250 ปีแห่งความอิสระและความมั่งคั่ง ด้วยการทวงคืนโรงงาน งาน และศักดิ์ศรีของชาวอเมริกันกลับคืนมา” ซึ่งสะท้อนความพยายามเชื่อมโยงความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์เข้ากับนโยบายเศรษฐกิจร่วมสมัย


อีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือความพยายามผลักดันการจัดงาน “Great American State Fair” มหกรรมแสดงสินค้าและผลผลิตจากทั้ง 50 รัฐ โดยทรัมป์ต้องการให้งานนี้เป็นพื้นที่แสดงศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และนวัตกรรม พร้อมส่งเสริมอัตลักษณ์ของสหรัฐ ในฐานะประเทศที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ แนวคิดนี้ยังสะท้อนความพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของอเมริกาที่เป็นเอกภาพ ภายใต้การบริหารที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของคนในประเทศเป็นอันดับแรก


อย่างไรก็ตาม การใช้วาระครบรอบ 250 ปีเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายและอุดมการณ์ทางการเมือง ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการ และนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่ง ซึ่งมองว่า การตีความประวัติศาสตร์ในลักษณะดังกล่าวอาจเน้นย้ำเรื่องราวของกลุ่มผู้ก่อตั้งประเทศมาก กว่าประสบการณ์ที่หลากหลายของชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในสหรัฐ และอาจทำให้ประวัติศาสตร์ถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนวาระทางการเมืองมากขึ้น


ท้ายที่สุด วาระครบรอบ 250 ปีของการประกาศเอกราชสหรัฐ จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันทางความคิดและการตีความประวัติศาสตร์ในสังคมอเมริกันร่วมสมัย

สำหรับทรัมป์ การเชื่อมโยงอดีตเข้ากับนโยบายในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับแนวคิด “อเมริกา เฟิร์ส” ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์มองว่า ประวัติศาสตร์ควรสะท้อนมุมมองที่หลากหลาย มากกว่าจะถูกผูกโยงเข้ากับอุดมการณ์ทางการเมืองเพียงด้านเดียว.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS