เราอาจเคยได้ยินเรื่องราวของวินมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ ๆ สนใจมาเล่นหุ้นแล้วจับจังหวะถูกพลิกชีวิตกลายเป็นเศรษฐีหุ้น แล้วเคยได้ยินเรื่องราวของวินมอเตอร์ไซค์ที่เก็บสะสมเงินก้อนหนึ่งเพื่อหอบมาซื้อแหวนเพชรให้กับภรรยา หลังรู้ว่าเธอฝันอยากสวมแหวนเพชรสักวง เมื่อเผอิญได้ดูคลิปการให้ความรู้เรื่องราวของอัญมณีอย่าง “เพชร” จากคนคนหนึ่ง จนทำให้เกิดความหลงใหลในประกายระยิบระยับและคุณค่าที่มีอยู่

ชายหนุ่มที่ทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งอยากจะมีเพชรสักเม็ดไว้ในครอบครองคนนั้นก็คือ วิน-ธนันชัย กนกวลีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันทา จิวเวลรี่ จำกัด ที่เริ่มเข้ามาช่วยกิจการของครอบครัวซึ่งเปลี่ยนจากไลฟ์สไตล์โปรดักต์อย่างกระเป๋าและจิวเวลรี่มาสู่ร้านจำหน่ายเพชรเพียงอย่างเดียวในชื่อ “ANANTA” เมื่อ 14 ปีก่อน ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยในสาขาการตลาด ก่อนจะเข้ามาดูแลอย่างเต็มตัวหลังจากเรียนจบ

“เราเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ออกมาให้ความรู้เรื่องเพชร เอาความรู้ที่เรียนมามาแชร์มาย่อยเป็นส่วน ๆ เพื่อให้คนเข้าใจได้ง่าย โดยไม่ใช้ศัพท์เฉพาะของวงการเพชรที่ยาก ๆ สำหรับคนทั่วไป ในวันนั้นแบรนด์อนันทามีอายุประมาณ 4 ปีได้ ผมเข้ามาวางระบบหลังบ้านและการตลาดเพื่อปั้นแบรนด์ให้ชัดเจน มีการทำเว็บไซต์ สร้างสังคมของคนที่อยากรู้เรื่องราวของเพชรบนเว็บบอร์ดของตัวเอง และเริ่มสอนเรื่องการดูเพชรไปด้วย”

เหตุผลที่คนขายเพชรรุ่นใหม่อย่างวินต้องการให้คนซื้อได้มีความรู้ก่อนจะเดินเข้าไปซื้อเพชรซักเม็ด แหวนสักวง หรือต่างหูสักคู่ เป็นเพราะอยากที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่มีต่ออัญมณีอย่างเพชรที่ว่า คนใส่เพชรดูเชย ล้าสมัย และไม่ใช่เพียงแค่โอกาสพิเศษอย่างการแต่งงานเท่านั้นที่จะทำให้คิดถึงเพชรขึ้นมา แต่อยากให้รู้สึกว่าเพชรคืออัญมณี เครื่องประดับที่ทรงคุณค่า ซึ่งสามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาสและพร้อมจะมิกซ์แอนด์แมทกับสไตล์ของแต่ละคน แต่ก่อนที่จะเดินเข้าร้านไปซื้อก็ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับเพชรเบื้องต้นก่อนด้วย

“รูปแบบของการซื้อเพชรสมัยคุณพ่อคุณแม่ก็คือ จะไปซื้อร้านเดิม ๆ ที่ครอบครัวเป็นลูกค้ามาจากรุ่นสู่รุ่น ซื้อเพราะรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยพ่อแม่ จึงมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดเพราะ ณ วันนั้นไม่มีมาตรฐานที่จะมาวัดว่าเพชรเม็ดไหนดีหรือไม่ดี เราจึงต้องเชื่อตามนั้น จนวันที่ผมเข้ามาช่วยดูแลกิจการของครอบครัวก็พยายามผลักดันเรื่องใบรับรองมาตรฐานก่อนเป็นอันดับแรก เป็นมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพของเพชรซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลของสถาบันต่าง ๆ”

การนำความรู้เรื่องเพชรมาบอกเล่าแบบเข้าใจได้ง่าย ไม่ใช่เพียงเพื่อการขายแต่เป็นความตั้งใจที่ต้องการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจและคนที่คิดจะซื้อเพชร เริ่มตั้งแต่รูปทรงของเพชรแต่ละเม็ด ที่มีทั้งแบบกลม สี่เหลี่ยม ทรงหัวใจ หยดน้ำ ฯลฯ ซึ่งเพชรแต่ละเม็ดจะมีรูปทรงแบบใดขึ้นอยู่กับเพชรดิบที่ขุดมาได้นั้น เหมาะสมที่จะเจียระไนเป็นรูปทรงใดจึงจะดีที่สุด ก่อนจะตามมาด้วยขนาดที่มีหน่วยวัดเป็นกะรัต โดยจะมีขนาดจริงให้ดูเปรียบเทียมกับตารางมาตรฐานที่มีอยู่

“ที่มีขนาดจริงให้ดูเพราะเดิมเวลาซื้อขายแล้วพูดถึงน้ำหนัก 20 ตังค์ กะรัตนึง หรือสองกะรัต คนจะนึกไม่ออกว่าขนาดเท่าไหน เราจึงต้องมีขนาดจริงให้ดู ถัดมาคือเรื่องของสีเพชรที่คนไทยคุ้นเคยกับคำว่าน้ำ ต่อไปเราจะสนใจแค่น้ำงามตามที่คนขายบอกไม่ได้ เพราะเมื่อมีมาตรฐานเข้ามาวัด เพชรน้ำ 100 หรือ 99 จะมีมูลค่าต่างกัน นอกจากนี้ยังเรื่องของใบรับรอง ตำหนิ การเจียระไน และองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย”

น้ำ 100 % จะหมายถึงเพชรที่มีสีขาวใส ไม่ว่าจะส่องด้วยแว่นขยายหรือวางบนกระดาษสีขาว จะเห็นเป็นแก้วสีขาวใส ขณะที่เพชรซึ่งมีน้ำรองลงมาอย่างน้ำ 97 % จะออกสีเหลืองให้เห็นเมื่อส่องดูหรือวางเปรียบเทียบบนกระดาษสีขาว โดยสีของเพชรน้ำ 100 % จะแทนด้วยสัญลักษณ์ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัว “D” สีที่รองลงไปจะไล่เรียงต่อไปจนถึงตัว “J”

ถัดจากการดูสีก็คือเรื่องของตำหนิที่อยู่ในเนื้อเพชร ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะบ่งบอกให้รู้ว่าเพชรเม็ดนั้น ๆ มีมูลค่ามากน้อยเพียงใด แน่นอนว่าเพชรที่ไม่มีตำหนิ หรือรอยใด ๆ เลยเป็นเพชรที่สวยที่สุดและมีมูลค่าสูงที่สุด ซึ่งการดูตำหนิที่ว่านี้เป็นส่วนที่ยากที่สุดกว่าองค์ประกอบอื่น ๆ เพราะรอยที่อยู่ในเนื้อของเพชรนั้นบางครั้งแม้จะส่องด้วยแว่นขยายแล้วก็อาจจะยังมองเห็นไม่ชัด และนี่คืออีกจุดที่คนขายมักจะใช้เป็นช่องโหว่ในการซื้อขาย แม้จะยอมบอกความจริงว่าเพชรเม็ดนั้น ๆ มีตำหนิ แต่คนซื้อจะมองไม่เห็นว่าตำหนินั้นมากหรือน้อย นอกจากจะดูรายละเอียดจากใบรับรองมาตรฐานซึ่งเป็นสิ่งที่จะการันตีมูลค่าของเพชรแล้ว การดูจากโฮโลแกรม เครื่องค้นหาเพชรเครื่องเดียวใน Southeast Asia ที่จะขยายรายละเอียดของเพชรแต่ละเม็ดให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีตำหนิจุดใดและขนาดเท่าใด แม้ว่าจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ซึ่งจะตรงกับสิ่งที่ระบุไว้ในใบรับรองจึงมีผลต่อราคาซื้อขายด้วย

สถาบันรับรองมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอันดับหนึ่งของโลกก็คือ GIA (GEMOLOGICAL INSTITUTE OF AMERICA) สถาบันอัญมณีศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ผู้กำหนดมาตรฐานรายแรก ๆ ของโลก ซึ่งเป็นสถาบันที่วินไปร่ำเรียนมาทั้งยังใช้ใบรับรองมาตรฐานจากสถาบันนี้

“เดี๋ยวนี้การดูเพชรง่ายมาก ไม่ต้องดูที่เพชรเลยก็ได้ สามารถดูจากใบรับรอง สองสถาบันที่มีมาตรฐาน หนึ่งคือ GIA ของอเมริกา สองคือ HRD ของเบลเยี่ยม แต่การมีใบรับรองไม่ใช่สิ่งที่รับรองว่าเพชรสวย ดังนั้นสิ่งที่ต้องดูต่อมาคือ 3 อย่างในใบรับรอง เพชรสวยจะขึ้นอย่กับ 3 อย่างคือ แสง ประกาย ไฟ อย่างแรกคือ การเจียระไน ที่ชอบพูดว่าเล่นไฟดีหรือเปล่า มาตรฐานจะเริ่มจาก Poor ไปจนถึง Excellent คือดีที่สุด ถัดมาคือ การขัดเงา และสามคือ สมมาตร ส่วนนี้ต้องดูหากไม่ระบุว่า Excellent หมายความว่าอาจจะเบี้ยวหรือไม่เท่ากัน อย่างเพชรทรงมาคีก็คือ สองข้างอาจจะไม่เสมอกัน ด้านหนึ่งอาจจะยาวหรือสั้น ส่วนเพชรกลมการเจียระไนอาจจะได้เหลี่ยมที่ไม่เท่ากัน”

ต่อมาคือ ฟลูออเรสเซนต์ หรือสารเรืองแสงที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ หากเม็ดไหนมีระบุไว้ แสดงว่าเพชรจะออกขุ่น เวลามองเข้าไปจะเห็นแสงสีฟ้า ถ้าอยู่ในแบล็คไลท์จึงจะขึ้นสีออกมา สำหรับเพชรขาวถือว่าไม่ดี แต่หากเป็นเพชรสีเหลืองหรือสีในเกรดต่ำพอเจอสีฟ้าจะทำให้สว่างขึ้น แต่ถ้าจะให้ดีก็ไม่ควรมี

ส่วนเรื่องตำหนิที่อยู่ในใบรับรอง FL หรือ IF คือไม่มีตำหนิ VVS1 คือมีตำหนิบ้างเล็กน้อย ถัดมาคือ VVS2, VS1 และ VS2 ซึ่งจะเป็นอีกสิ่งที่มีระบุอยู่ในใบรับรอง นอกจากนี้สำหรับเพชรทรงกลมหากมีความสมมาตรเป๊ะเมื่อส่องดูจะเห็น Heart and Arrow ประกายรูปหัวใจและลูกศรซึ่งจะเห็นก็ต่อเมื่อทางร้านใช้กล้องส่องที่มีฟิล์มสะท้อนเหลี่ยมให้เห็นชัดเจน เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อนันทามีอุปกรณ์พร้อมให้ชม รูปหัวใจและลูกศรที่ว่านั้นหมายถึงเพชรเม็ดนั้นจะสะท้อนแสงไฟ เล่นกับประกายไฟได้ดีนั่นเอง

“ผมรู้สึกว่าจะต้องรู้จริง ๆ และทำให้เป็นมาตรฐาน แต่ส่วนใหญ่จะไม่ทำแบบนี้กัน เพราะเมื่อลูกค้ารู้เยอะจะทำให้ปิดการขายได้ยาก ราคาเพชรจะเป็นมาตรฐานที่อิงจากราคาโลก เกรดไหนราคาเท่าไหร่ ที่ขายราคาต่างกันเพราะแต่ละร้านจะให้ส่วนลดจากราคามาตรฐานนั้นไม่เท่ากัน ไม่มีการพูดถึงตำหนิหรือการเจียระไน การซื้อเพชรก็เหมือนเดินเข้าไปซื้อรถซักคันแต่ไม่ได้ดูรายละเอียดว่าแต่ละโชว์รูมมีอะไรหรือไม่มีอะไรให้บ้าง เราต้องดูรายละเอียดก่อนด้วย อย่างใบรับรองไม่ใช่ทุกร้านที่จะแสดงให้ดู ลูกค้าจะต้องถามหา ซึ่ง ณ วันนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องใบรับรองปลอมเพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จากคิวาร์โค๊ดที่มีอยู่ จะยังมีอยู่บ้างก็คือการสวมใบรับรอง”

หลักการง่าย ๆ ที่แนะนำก็คือ ใบรับรองไม่ควรมีอายุเกินกว่า 2-3 ปี ซึ่งร้านที่ได้มาตรฐานจะมีการอัพเดทอยู่เสมอ เพราะค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและออกใบรับรองเริ่มต้นที่ 1,500 บาท คิดเป็น 1 % ของราคาเพชรเท่านั้น แต่สำหรับเพชรเก่าที่เป็นมรดกตกทอดมาซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจ วินไม่แนะนำให้นำไปตรวจสอบมาตรฐานเพราะอาจจะทำให้เสียความรู้สึกได้ เนื่องจากเพชรที่มีการใช้งานย่อมอาจจะมีร่องรอยการขีดข่วนหรือตำหนิ หรืออาจจะไม่ได้สวยอย่างที่ใจคิดเมื่อคะแนนออกมา แต่สำหรับคนที่อยากซื้อเก็บไว้อยากให้มองว่าเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่า ต่างกับทองตรงที่อาจจะแปรเปลี่ยนกลับเป็นเงินได้ไม่ทันด่วนเท่า

หากเป็นใครสักคนที่ไม่ได้รู้เรื่องเพชรมาก่อนเลยแต่อยากเรียนรู้ไม่ว่าจะมีเป้าหมายอยู่ที่การซื้อหรือไม่ เข้าไปดูที่เว็บไซต์ https://anantajewelry.com/ และเฟซบุ๊ก : ANANTA หรือเพียงแค่เดินเข้าไปในแฟลกชิปสโตร์ของอนันทาที่เซ็นทรัลเวิลด์ จะเดินชมแค่เพียงด้านหน้า หรือเดินเลยเข้าไปด้านในจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความรู้แบบไม่หมกเม็ด เพราะตั้งใจที่จะให้เพชรเป็นมากกว่าแหวนแต่งงานหรือเครื่องประดับหรูที่จับต้องได้ยาก ส่วนคนที่คิดอยากซื้อแค่ตั้งงบประมาณไว้ในใจก่อนแล้วค่อยไปเสาะหาว่าเม็ดไหนที่เหมาะกับคุณ