สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ว่านายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) นำคณะผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซาโปริชเชีย ในเมืองซาโปริชเชีย ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไนเปอร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน เพื่อตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ ภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดของยูเครน และของทวีปยุโรป ด้วยจำนวนเตาปฏิกรณ์ 6 ตัว
I am finishing my first visit to #Ukraine’s #Zaporizhzhya Nuclear Power Plant.@IAEAorg is here to stay and will maintain a continued presence at #ZNPP. pic.twitter.com/k4zO3IMe2I
— Rafael MarianoGrossi (@rafaelmgrossi) September 1, 2022

การลงพื้นที่ของผู้อำนวยการไอเออีเอ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อยู่ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด และเป็นการเดินทางผ่านจากเขตอิทธิพลของรัฐบาลเคียฟ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ดังเป็นระยะ ด้านรัสเซียและยูเครนสาดโคลนกันไปมา ว่าเป็นผู้ยิงปืนใหญ่เพื่อสร้างอุปสรรคให้แก่ทีมงานของไอเออีเอ ซึ่งกรอสซีกล่าวในเวลาต่อมา ว่ายังคงมีเจ้าหน้าที่ 5 คน ปฏิบัติงานอยู่ภายในโรงไฟฟ้า จนถึงวันเสาร์ที่ 3 ก.ย.
IAEA Director Rafael Grossi and some members of an inspection team left the Russian-operated Zaporizhzhia nuclear power plant in Ukraine after spending several hours there.
— Bloomberg Quicktake (@Quicktake) September 1, 2022
Some inspectors are expected to stay on until Saturday https://t.co/ChoHGSsAkz pic.twitter.com/hXrI78VIVg
???? #Russian media outlet #Izvestiya is helping the world document #Russia's gross violations of international law by showing the military equipment stationed at the NPP, which the @iaeaorg Mission's representatives are passing and looking at. Brilliant! Spasibo. pic.twitter.com/SBggWP7Z05
— KyivPost (@KyivPost) September 1, 2022

อนึ่ง ก่อนการลงพื้นที่ของทีมงานไอเออีเอเพียงไม่กี่ชั่วโมง มีรายงานว่า โรงไฟฟ้าซาโปริเชีย ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำงานภายในทั้งหมดยังคงเป็นชาวยูเครน จำเป็นต้องระงับการเดินเครื่องของเตาปฏิกรณ์ตัวหนึ่ง ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เนื่องจากการสู้รบรุนแรงในพื้นที่.
เครดิตภาพ : REUTERS



