สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ว่า ชาวอินโดนีเซียจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายและแนวร่วมนักศึกษา จัดการเดินขบวนครั้งใหญ่ในเมืองใหญ่หลายแห่งของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงจาการ์ตา เมืองสุราบายา เมืองยอกยาการ์ตา และที่จังหวัดอาเจะห์ เพื่อประท้วงการที่รัฐบาลเลิกอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล

กลุ่มนักศึกษาชาวอินโดนีเซีย ประท้วงการที่รัฐบาลกลางเลิกอุดหนุนราคาน้ำมัน หน้าที่ทำการของสภาท้องถิ่น ในเมืองมาตารัม จังหวัดนูซาเติงการาตะวันตก


ขณะที่รัฐบาลรับมือด้วยการกระจายกำลังตำรวจเพื่อคุ้มกันสถานีบริการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทุกแห่งในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะที่กรุงจาการ์ตา เพื่อป้องกันความเสี่ยงของการทำลายทรัพย์สิน และการก่อการจลาจล


ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานของอินโดนีเซีย ประกาศการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ มีผลตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ว่าราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินเพิ่มจากลิตรละ 7,650 รูเปียห์ (ราว 18.78 บาท) เป็น 10,000 รูเปียห์ (ราว 24.55 บาท) และราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลจะเพิ่มขึ้นจาก 5,150 รูเปียห์ต่อลิตร (ราว 12.65 บาท) เป็น 6,800 รูเปียห์ (ราว 16.70 บาท)

นักศึกษาในกรุงจาการ์ตา ชุมนุมบนท้องถนน คัดค้านการที่รัฐบาลขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล


ด้านประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซีย ยืนกรานว่า มาตรการขึ้นราคาเชื้อเพลิง “เป็นทางเลือกสุดท้าย” แต่การเดินหน้าทุ่มงบประมาณไปกับเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว “ไม่เหมาะสมนัก ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลกแบบนี้” อนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศวิจารณ์มาตลอด เกี่ยวกับการที่รัฐบาลอินโดนีเซียทุ่มงบประมาณไปกับโครงการอุดหนุนเชื้อเพลิง ว่าเป็นการดึงเงินไปจาก “โครงการพัฒนาที่สำคัญมากกว่า”


ขณะเดียวกัน การที่ราคาเชื้อเพลิงซึ่งไม่ได้อยู่ในโควตาอุดหนุนกับที่ร่วมกองทุนอุดหนุนของภาครัฐ “มีราคาแตกต่างกันมาก” นำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของประชาชน และเกิดการค้าเชื้อเพลิงเถื่อน.

เครดิตภาพ : REUTERS