นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ดีอีเอส เตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ ในเรื่องการยกระดับ สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูล ขนาดใหญ่ภาครัฐ (จีบีดีไอ) ภายใต้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานใหม่ คือ สถาบันคลังข้อมูลขนาดใหญ่แห่งชาติ ภายใต้ ดีอีเอส ซึ่งคาดว่าจะเสนอเข้า ครม.ผ่านความเห็นชอบเร็วๆ นี้ จากนั้นจะนำประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะต้องดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานภายใน 180 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด
นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า จีบีดีไอ เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลในการให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ของรัฐบาล หรือ บิ๊กดาต้า ภาครัฐ แต่ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ ทำให้ยังไม่สามารถตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาได้ ดีป้าจึงรับเข้ามาเป็นแผนกหนึ่งของดีป้าตั้งแต่ปี 62 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) มาโดยตลอด ปัจจุบันมีบุคลากรประมาณ 70 อัตรา ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนทุนที่เรียนวิทยาศาสตร์ข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูล

ทั้งนี้เมื่อมีการยกระดับเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงดีอีเอส ทางดีป้าก็มึความพร้อมในการถ่ายโอนทรัพย์สินประมาณ 200 ล้านบาท บุคลากร และงบประมาณปี 2565 ที่เหลือ เพื่อตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ โดยจะมีบุคลากรเพิ่มเป็น 117 คน ซึ่งเป็นนักเรียนทุน มาทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ วิเคราะห์ข้อมูลภาครัฐ ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องบิ๊กดาต้า ให้กับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายบิ๊กดาต้า โดยสถานที่ตั้งยังคงใช้พื้นที่เดียวกับดีป้า ที่ลาดพร้าว โดยจะยังมีการใช้ทรัพยากรต่างๆ ร่วมกันอยู่ เพื่อประหยัดงบประมาณรัฐ
“หน่วยงานใหม่ที่ตั้งขึ้นจะมีการประเมินการทำงานใน 3 ปีแรก หากประสบความสำเร็จก็มีการดำเนินการต่อ แต่หากไม่เวิร์กก็สามารถยุบเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อรัฐบาล ส่วนบุคลากรที่มี ก็ให้กระจายไปอยู่ตามส่วนงานด้านข้อมูลกับหน่วยงานอื่นๆ แทน ซี่งเป็นตำแหน่งงานขนาดแคลน แต่เชื่อว่าจากที่บุคลากรเป็นกลุ่มหัวกะทิ เป็นนักเรียนทุน ที่ต้องกลับมาใช้ทุนรัฐบาลอยู่แล้ว และเป็นคนรุ่นใหม่จะสามารถทำงานจนสำเร็จ พาองค์กรใหม่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะทุกวันนี้ เรื่อง บิ๊กดาต้า มีความสำคัญที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศได้ และที่ผ่านมาได้ทำงานเชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลไปแล้วกับภาคสุขภาพ การศึกษา และการท่องเที่ยว” นายณัฐพล กล่าว



