เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงความคืบหน้าการพิจารณางบประมาณ ว่า จากการพิจารณางบฯ มา 5 วัน รวม 39 ชั่วโมง ผ่านการพิจารณางบกลาง 12 รายการ หน่วยรับงบประมาณ 37 หน่วย 5 กองทุน คิดเป็น 1.62% ของหน่วยงานที่ต้องพิจารณาทั้งหมด โดยวันที่ 8 ก.ค. มีการพิจารณางบฯ กรมสรรพสามิต จำนวน 5,554,719,400 บาท โดยมี กมธ.บางคน สอบถามถึงการจัดเก็บภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่า การเก็บภาษีรูปแบบนี้รัฐอาจสูญเสียรายได้ประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่าระบบภาษีในปัจจุบัน อาจยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของรัฐได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงมีคำถามว่า กรมสรรพสามิตมีแผนเร่งรัดการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้อย่างไร
นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ผู้แทนกรมสรรพสามิต ชี้แจงว่า การเก็บภาษีบุหรี่ 2 อัตรา ทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีมีแนวโน้มลดลง เพราะผู้บริโภคบางส่วนเปลี่ยนบริโภคสินค้าที่มีภาระภาษีต่ำกว่า ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า ประกอบกับปัญหาการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ จึงทำให้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบภาษี อุตสาหกรรมยาสูบ เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและรายได้ของภาครัฐต่อไป
นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ส่วนการป้องกันการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนนั้น ผู้แทนกรมสรรพสามิตชี้แจงว่า ได้กำหนดบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้รับการร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนในการสนับสนุนข้อมูล ในการป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษี โดยต้นน้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบและปราบปรามสินค้าหนีภาษีบริเวณชายแดน ส่วนกลางน้ำ ก็มีการตรวจสอบจุดกระจายสินค้าของภาคเอกชน เพิ่มประสิทธิภาพด้านการข่าว และการสืบสวนติดตามเครือข่ายการลักลอบนำเข้า ขณะที่ปลายน้ำ ก็มีการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้บริโภคเกี่ยวกับความเสี่ยงของบุหรี่ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบและควบคุมตามมาตรฐานของภาครัฐ
ด้าน น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า สำหรับกรมธนารักษ์ งบฯ 6,443,359,600 บาท มี กมธ.หลายคนได้สอบถามและมีข้อเสนอแนะให้กรมธนารักษ์ทบทวนการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุทั้งในส่วนของราชการ และประชาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งกรมธนารักษ์ชี้แจง การแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ราชพัสดุของประชาชน ได้ดำเนินโครงการธนารักษ์เพื่อราษฎร์ ตั้งแต่ปี 62 เพื่อจัดระเบียบการใช้ที่ราชพัสดุของประชาชน โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 119,800 ราย ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการประมาณ 15,000 ราย ผู้ได้รับสิทธิสามารถทำสัญญาเช่า และนำเอกสารไปใช้ประกอบการขอทะเบียนบ้าน ขอใช้ไฟฟ้า น้ำประปา และขอสินเชื่อได้ ส่วนปีงบฯ 70 กรมธนารักษ์มีแผนปรับแนวทางบริหารจัดการที่ราชพัสดุที่เอกชนเช่ามาเป็นเวลานาน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาเช่าพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้การจัดสรรเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศสูงสุด.



