ในยุคที่ “สมาร์ทโฟน” กลายเป็นอุปกรณ์ติดตัวคนเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการใช้งานสมาร์ทโฟน ส่งผลให้เกิด “Mobility data” หรือ ข้อมูลการเคลื่อนที่ ซึ่งถือเป็นข้อมูลในเชิงพฤติกรรม ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้!?!
โดยถือเป็น “บิ๊กดาต้า” ที่มีชุดข้อมูลจำนวนมหาศาล! นับหมื่นล้านชุด! ที่สามารถหยิบ หรือเลือกขึ้นมาใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้ โดยเฉพาะในด้านท่องเที่ยว ซึ่งทาง บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บุญมีแล็บ ทำโครงการวิจัย “ศักยภาพการท่องเที่ยวจังหวัดเมืองรองจาก Mobility data” ขึ้น
โดยถือเป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชนในการนำร่องใช้ Mobility data เพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งเน้นที่ ‘การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว’ โดยเฉพาะในพื้นที่ “เมืองรอง” หลังจาก ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติโควิด-19 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี โดยที่ผ่านมา

โครงการนี้ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะเป็นการ การวิเคราะห์ Mobility data ในรูปแบบและพฤติกรรม การเดินทางที่เกิดขึ้นจริงของผู้ใช้งานดีแทคในแต่ละพื้นที่ ลึกถึงในในระดับ “ตำบล” ทำให้เห็นรูปแบบการเดินทางของผู้คนว่ามาจากจุดไหน ไปยังจุดไหน อยู่พื้นที่ไหนนานเท่าไร หรือ พักค้างคืนเท่าไร แล้วเดินทางต่อไปยังจุดไหน อีกบ้าง
ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับ รักษาความลับ โดยชุดข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ภายใต้การกำกับและดูแลนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวดของดีแทค
ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมาก แต่จะกระจุกตัวอยู่เพียงในบางจังหวัด ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก จึงควรสร้าง “สมดุล” กระจายนักท่องเที่ยวและผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ไปจังหวัดที่เป็นเมืองรอง ด้านการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดจนสามารถ กระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นและชุมชนได้มากยิ่งขึ้น

ซึ่งผลวิจัยของโครงการ ใช้ข้อมูลการเคลื่อนที่หรือ Mobility data ระหว่างเดือน มิ.ย.63-ต.ค.64 พบ 3 แนวทางสำคัญส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองในประเทศ โดยแนวทางแรก คือ การส่งเสริม Micro tourism หรือการดึงดูด นักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับในระยะการเดินทางประมาณ 150 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางราว 1-2 ชั่วโมง เพื่อร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้รวมถึงบริโภคสินค้าและบริการของท้องถิ่น ซึ่งมีแนวโน้มเป็นที่นิยม ของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม
โดยผลักดันให้เกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยร่วมกันพัฒนากิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อลดต้นทุน ตัวอย่างเช่น เวิร์คชอปเรียนรู้การทำหัตถกรรมพื้นบ้าน การเที่ยวชมชุมชน เกษตรกรรมร่วมกับไกด์ท้องถิ่น การทดลองทำอาหารพื้นถิ่น การร่วมเก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตร เป็นต้น
ทั้งนี้จังหวัดเมืองรองที่มีศักยภาพในการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบ Micro tourism มี 16 จังหวัด ประกอบด้วย นครศรีธรรมราช เชียงราย นครพนม ลำพูน นครนายก ระนอง เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี แม่ฮ่องสอน พัทลุง ราชบุรี นครสวรรค์ บุรีรัมย์ มหาสารคราม สุพรรณบุรี และชุมพร ตามลำดับ

ส่วนแนวทางที่สอง คือ การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบค้างคืน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ เพื่อกระจายผลลัพธ์เชิงบวกจากการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง เป็นการเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายและเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว ด้วยการออกแบบการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในกิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชน เช่น การเข้าร่วมเทศกาล การร่วมกิจกรรมบูรณะอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ การร่วมปลูกและดูแลป่าชุมชน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมต่างถิ่น ฯลฯ
ซึ่ง พบว่า มี 21 จ.เมืองรอง ที่มีศักยภาพสูงในการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบค้างคืนเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ได้แก่ นครศรีธรรมราช เพชรบูรณ์ เชียงราย อุบลราชธานี พิษณุโลก ชุมพร จันทบุรี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ เลย ตราด น่าน นครสวรรค์ อุดรธานี ลำปาง ร้อยเอ็ด สุรินทร์ มหาสารคราม สตูล ตรัง และชัยภูมิ ตามลำดับ
และ แนวทางที่สาม คือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัด ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากิจกรรมและเส้นทางการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างกลุ่ม จ.เมืองรอง และเมืองหลัก อาจทำให้ลักษณะจับคู่ในพื้นที่ จ.ใกล้เคียง เพื่อช่วยเพิ่มทั้งแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนพื้นที่ เชื่อมโยงสถานที่และกิจกรรมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัด การจัดโปรโมชั่นส่วนลดที่พักและร้านอาหารในกลุ่มจังหวัด การพัฒนากิจกรรมเพื่อสะสมแต้มผ่านสกุลเงินดิจิทัล ที่สามารถใช้ในแต่ละกลุ่มจังหวัด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลการวิจัยในการไปใช้ประโยชน์สาธารณะนั้น ทาง นางอรอุมา วัฒนะสุข ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของ ดีแทค บอกว่า ในเดือน ต.ค.นี้ จะมีการทำแดชบอร์ด ที่สรุปข้อมูลทุกอย่าง ให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐเข้าไปใช้บริการหรือเข้าไปดูได้ โดยไม่มีการหารายได้เป็นโครงการที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ
และหากเกิดการควบรวมระหว่าง “ทรู กับดีแทค” ในอนาคตโครงการนี้ก็จะยังอยู่ เพราะเป็นโครงการที่ดีและประโยชน์ ตามเจตนารมย์ที่ต้องการเป็น “เทค คอมปะนี” ที่สร้างประโยชน์ต่อผู้บริโภค อุตสาหกรรมและประเทศชาติ!?!.
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



