เวลามีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิต เราก็มักจะหาทางออก ถ้าหาทางออก หรือสามารถแก้ปัญหานั้นได้ เราก็มีความสุข ขณะเดียวกันถ้าไม่สามารถหาทางออก หรือแก้ปัญหาให้กับชีวิตได้ เราก็จะทุกข์ทรมาน เสียใจ

ถ้าเป็นคนที่พอศึกษาธรรมะมาบ้าง ก็จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ โดยจะคิดว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ที่จะมีทั้งความสุขและความทุกข์ เข้ามาวนเวียนในชีวิตของเราอยู่ตลอดเวลา การแก้ปัญหาของชีวิตก็เหมือนการรักษาโรคที่เป็นอยู่ ซึ่งถ้าอยากจะหายก็ต้องหาโรงพยาบาลที่มีแพทย์ที่เก่ง มียารักษาที่ดี และมีเครื่องมือที่ทันสมัย

การคิดที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นของมนุษย์นั้น เกิดขึ้นในทุกยุค ทุกสมัย ในสมัยพุทธกาลก่อนที่ พระพุทธเจ้า จะทรงบรรลุเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกห้อมล้อมด้วยกิเลสทั้งปวง ก็เพราะพระองค์ทรงเบื่อหน่ายจากราคะ ตัณหา และอวิชชา (ความไม่รู้) ไม่ใช่หรือ จึงมีพระประสงค์ที่จะแสวงหาหนทางเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง พระองค์ทรงทดลองแก้ปัญหาด้วยหลากหลายวิธี

พระพุทธองค์เคยตรัสสอนวิธีการจัดการกับกิเลส โดยอุปมาเป็นปริศนาธรรมว่า มีจอมปลวกอยู่หนึ่งอัน จอมปลวกนั้นมีรูอยู่หกช่อง ในจอมปลวกมีงูพิษอยู่หนึ่งตัว อยากจะให้งูพิษออกมาจากจอมปลวกโดยไม่มีอันตราย จะทำอย่างไร? พระสาวกหลายรูปผลัดกันตอบ บางคนบอกว่า ให้เอาไม้มาทุบจอมปลวกทิ้งไปเลย บางคนเสนอ ให้เอาทรายเท เข้าไปในรูใดรูหนึ่งของจอมปลวก เดี๋ยวงูพิษก็จะหนีออกไปเพราะไม่มีที่อยู่

จนในที่สุด พระพุทธเจ้า ก็เฉลยวิธีการนำเอางูพิษออกจากจอมปลวก โดยที่อธิบายอย่างละเอียดถึงวิธีการที่จะเอางูพิษออกจากจอมปลวก พระพุทธเจ้า แนะนำให้พระสาวกปิดรูที่จอมปลวกห้าช่อง เปิดไว้หนึ่งช่องแล้วให้เอาทราย หรือน้ำเทลงไปในจอมปลวก พระพุทธองค์ได้เปรียบเทียบปริศนาธรรมที่เล่าไว้อย่างน่าคิด จอมปลวกก็เปรียบเสมือนตัวของเรา รูทั้งหกรูเปรียบเสมือน “อายตนะ” ทั้งหกในร่างกายของเรา ซึ่งประกอบไปด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ งูพิษหนึ่งตัวที่อยู่ในจอมปลวกเปรียบเสมือนกิเลสในใจของเรา การที่เราจะเอากิเลสที่เปรียบเหมือนงูพิษออกจากใจ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปิดรูของจอมปลวกทั้งห้ารู คือ ปิดอายตนะทั้งห้า คือ ปิดตา ปิดหู ปิดจมูก ปิดลิ้น ปิดกาย แต่ให้เปิดอายตนะรูหนึ่งไว้ คือ ใจ

การที่เราเอาทรายหรือน้ำเทลงไปในช่องที่หกของจอมปลวก คือ การที่เรานำเอาธรรมะที่เป็นเครื่องชำระล้างใจด้วยการภาวนา การมีสติรู้ที่จิตของเรา การดำเนินชีวิตที่ต้องสัมพันธ์กับโลกภายนอกที่ถูกห้อมล้อมด้วยกิเลสทั้งปวงนั้น เป็นชีวิตที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้วิธีการจัดการกับกิเลสทั้งปวง การกำหนดรู้ด้วยสติในการเห็นสิ่งต่างๆ ของตา การมีสติในการได้ยินเสียงที่ชื่นชม สรรเสริญ ตำหนิ นินทา การมีสติในการมากระทบของกลิ่นที่พอใจ และไม่พอใจ การมีสติในการได้ลิ้มรสชาติของอาหารทั้งหลาย การมีสติในการสัมผัสของร่างกาย และสุดท้ายการมีสติกำหนดรู้ที่ใจเมื่ออารมณ์ต่างๆ มากระทบ

เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เราได้ระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิต ไม่ให้หลงใหล หรือเพลิดเพลินไปกับการกระทบของตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

…………………………………………

คอลัมน์ : ลานธรรม

โดย : พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหาร รองประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี