เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่สำนักงานเขตมีนบุรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อรับฟังปัญหาและติดตามการดำเนินการด้านต่างๆของสำนักงานเขตมีนบุรี โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมป้องกันและรับมือน้ำท่วม โดยกำชับให้สำนักงานเขตลงพื้นที่เข้าไปพูดคุยกับชุมชนเพื่อให้ทราบจุดอ่อนและเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความพร้อม ทั้งเครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย ตลอดจนทางเดินไม้

เบื้องต้น นายไพโรจน์ จันทรรอด ผอ.เขตมีนบุรี รายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่พบว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่าน มีน้ำท่วม 37 ซอย กระจายตามถนนย่อย ส่วนถนนหลักไม่กระทบมากนัก ปัจจุปันเหลือน้ำท่วมประมาณ 12-13 ซอย ส่วนใหญ่อยู่ริมคลองแต่ท่วมไม่สูงมาก จึงไม่กระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชน นอกจากนี้พบว่าในพื้นที่ยังมีปัญหาเรื่องถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เนื่องจากมีถนนกว่า 37 สายที่เป็นหินคลุก ไม่ใช่ถนนลาดยาง ซึ่งได้สั่งการเตรียมนำอุปกรณ์หนัก รถบดขนาดใหญ่เข้ามาซ่อมแซมเพื่อบรรเทาความเดือนร้อน เช่นเดียวกับปัญหาการจราจรในพื้นที่ซึ่งมีจุดที่ติดขัดประมาณ17 จุด โดยในจำนวนนี้คือ บริเวณถนนสีหบุรานุกิจใกล้กับสำนักงานเขต ซึ่งจะประสานกับตำรวจจราจรพื้นที่นำร่องแก้ไขปัญหาแล้ว และจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บขยะในพื้นที่รอบนอก ตลอดจนซ่อมแซมไฟส่องสว่างที่เสียอยู่ประมาณ 500 ดวง จาก7,000 ดวง นอกจากนี้ยังพบว่าปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มทราฟฟี่ ฟองดูว์เข้ามาในเขตมีนบุรีมีประมาณ 2,200 เรื่อง ดำเนินการแก้ไขแล้วกว่า 1 พันเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมและถนนเสียหาย

นายชัชชาติ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกว่า เตรียมเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ ระยะทาง 19 กม.ซึ่งสามารถระบายได้ประมาณ 50-100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่ข​องกทม.จึงต้องหารือร่วมกัน

ทั้งนี้ภายหลังให้สัมภาษณ์ ผู้ว่าฯกทม.ได้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับเพื่อนร่วมงานในเขตมีนบุรี จำนวน 5 คน คือ นายสุรชัย เผือกผ่อง ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานทั่วไป (ระบายน้ำ) ฝ่ายโยธา, นายศักดิ์ชาย ทรงศิริ ลูกจ้างประจำ พนักงานทั่วไป (ระบายน้ำ) ฝ่ายโยธา, นางชารินี หวังกา ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานทั่วไป (กวาด) ฝ่ายรักษาความสะอาดฯ, นายสุวิช อ้นหมูทองลูกจ้างประจำ พนักงานทั่วไป (เก็บขนมูลฝอย) ฝ่ายรักษาความสะอาดฯ และนายชาตรี โซะมัน ตำแหน่ง พนักงานสวนสาธารณะ ฝ่ายรักษาความสะอาดฯ

ซึ่งในช่วงหนึ่งนายชัชชาติ ได้พูดคุยสอบถาม นางชาวินี หวังกา อายุ 37 ปี พนักงานทั่วไป (กวาด) ฝ่ายรักษาความสะอาดฯ ถึงเหตุผลที่จบปริญญาตรีแต่เลือกมาทำงานกวาด นางชารินี กล่าวว่า ตนเคยทำงานออฟฟิศมาก่อน แต่เลิกงานไม่เป็นเวลา ส่วนใหญ่จะดึก จึงลองมาสมัครงานกับ กทม. ซึ่งงานกวาดที่ทำอยู่นี้ ตนสามารถมีเวลาดูแลลูกๆ ทั้ง 4 คนได้ มีสวัสดิการให้ตนเองและลูกๆ มีความสุขดี ชอบเพราะเป็นงานที่ไม่จำเจ สนุก ได้ไปหลายๆ ที่ และสามารถใช้เวลาว่างหารายได้เสริมได้ด้วย

จากนั้นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้พูดคุยกับลูกจ้างจนครบทุกคน​ สอบถามทั้งในเรื่องงานและเรื่องทั่วไป อาทิ ตำแหน่งอะไร ได้บรรจุเป็นลูกจ้างประจำหรือยัง​ ประจำอยู่จุดไหน ทำมากี่ปี อายุเท่าไร มีครอบครัวหรือไม่ มีลูกกี่คน ลูกเรียนที่โรงเรียน กทม. หรือไม่ เป็นต้น

สำหรับเมนูอาหารวันนี้ ได้แก่ ข้าวหมกปลา (อิสลาม) ข้าวหมกเนื้อ (อิสลาม) ข้าวหน้าเป็ด, ข้าวหมูแดงหมูกรอบ , กระเพาะปลา (อิสลาม) ไก่กรอบป้าแก้ว เซตข้าวเหนียวส้มตำ ขนมหวาน น้ำแข็งใส และผลไม้รวม

จากนั้น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย นายวิศณุ รองผู้ว่าฯ กทม. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. นายไพโรจน์ จันทรรอด และคณะ ลงพื้นที่ตรวจงานโดยตรวจเยี่ยมท่าเรือไฟฟ้าท่าสำนักงานเขตมีนบุรี ริมคลองแสนแสบ ซึ่งเป็นท่าเรือปลายทางของเส้นทางเดินเรือไฟฟ้ากทม, ส่วนต่อขยายคลองแสนแสบ จากนั้นเดินผ่านหลังตลาดเก่ามีนบุรี ข้ามคลองแสนแสบ เพื่อไปเยี่ยมชุมชนมีนบุรีอุปถัมภ์ ซอยรามคำแหง 207 ซึ่งเป็นชุมชนโบราณย่านคลองแสนแสบตั้งอยู่ติดคลองสองต้นนุ่นและคลองแสนแสบ เป็นชุมชนต้นแบบโครงการบำบัดน้ำเสียแบบมุ่งเป้าจากต้นทางในครัวเรือน พร้อมมอบถุงยังชีพให้กับประชาชน

ตรวจเยี่ยมท่าเรือ​ไฟฟ้าท่าตลาดมีนบุรี ตรวจโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายชมพูและการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองแสนแสบ บริเวณถนนสีหบุรานุกิจ และริมคลองเจ๊ก จุดเชื่อมต่อ ล้อ ราง เรือ รถไฟฟ้าและระบบขนส่งย่านกทม.ฝั่งตะวันออก จากนั้นจึงเดินทางไปยังสวนบึงกระเทียม รามอิทรา 86 และเยี่ยมชุมชนรามอินทราเนรมิตร ซึ่งระหว่างลงพื้นที่ประชาชนต่างเข้ามาขอถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก

ต่อมาเวลา 15.25 น. วันเดียวกัน นายชัชชาติ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ในกิจกรรมผู้ว่าฯ สัญจรว่า เขตมีนบุรีเป็นจุดสำคัญของพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งถนนสีหบุรานุกิจ เป็นถนนหลักที่มีรถไฟฟ้าสายสีชมพูกลางตลาด โดยเป็นพื้นที่ที่มีตลาดและหน่วยงานราชการต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้นการจราจรจะมีความติดขัด โดยจะให้เขตและเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมมือกันแก้ปัญหาเรื่องทางม้าลายและความล่าช้าในการก่อสร้างรถไฟฟ้าที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ค้าขาย และเร่งรัดการทำท่อระบายน้ำว่ามีการอุดตันหรือไม่จะได้ไม่เกิดน้ำท่วม ต้องฝากเรื่องเร่งคืนพื้นที่ให้กับประชาชนตรงตลาด โดยเรื่องการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีตลาดมีนบุรี ซึ่งกินพื้นที่การจราจรทำให้จราจรติดขัดนั้น ตนได้เร่งรัดให้ผู้รับเหมาเร่งคืนพื้นที่โดยให้เวลา 1 เดือนในการคืนพื้นที่ ซึ่งก็ต้องมาตรวจดูอีกที

และตอนนี้เริ่มมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องตลาดจตุจักร 2 (เมืองมีน) ซึ่งต้องไปดูข้อเท็จจริงอีกทีว่าเรื่องค่าเช่าแผง หรือช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ที่ไม่สามารถค้าขายได้เราจะสามารถช่วยเหลือเขาได้อย่างไร.