เมื่อวันที่ 21 ก.ย. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนใต้ว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามได้มานำเสนอปัญหาและประเด็นการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้การศึกษาของกลุ่มโรงเรียนเหล่านี้มีคุณภาพในการจัดการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิค่ารักษาพยาบาลครู ค่าอาหารกลางวัน ค่าพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงการขอเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ซึ่งในส่วนของเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนนั้นเครือข่ายกลุ่มโรงเรียนเอกชนต้องการให้เพิ่มเงินอุดหนุนในส่วนของเงินเดือรครูผู้สอนด้วย เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ขณะเดียวกันอยากให้มีศึกษานิเทศก์ในกลุ่มโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามด้วย โดยข้อเสนอต่างๆเหล่านี้ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) รับไปพิจารณาในรายละเอียดต่อไป
ด้าน ดร.พีระศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนใต้ ได้เสนอแนวทางการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีข้อเสนอสำคัญหลายเรื่อง เช่น การพัฒนาครูและผู้บริหาร การจัดการเรียนการสอนด้วยกระบวนการ Active Learning การจัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะ การจัดอบรมทักษะครูในสาขาวิชาต่างๆที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น โดยประเด็นข้อเสนอเหล่านี้ สช.ได้ดำเนินการอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเครือข่ายโรงเรียนฯ ได้มีข้อเสนอว่าจะทำอย่างไรให้นักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสาลามในจังหวัดชายแดนใต้ได้รับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันเพิ่มขึ้น ซึ่งในเรื่องการเพิ่มเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันนั้น สช.ได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเพิ่มเงินค่าอาหารกลางวันให้กับกลุ่มโรงเรียนเอกชนต่อรัฐบาลแล้ว ส่วนเงินอุดหนุนที่สมทบเงินเดือนครูล่าสุดได้มีการขออนุมัติปรับเพิ่มมาแล้วในปี 2560 แต่โรงเรียนมีข้อเสนอว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจอยากให้ สช.ได้พิจารณาเพิ่มเงินสมทบเงินเดือนครูอีกครั้ง เพื่อปรับให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยประเด็นการเพิ่มเงินสมทบเงินเดือนครูเอกชน รมว.ศธ.ได้มอบให้ สช.ทำวิจัยร่วมกับสภาการศึกษา (สกศ.) แล้ว ซึ่งขณะนี้ สช.กับ สกศ. อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลโรงเรียน ดังนั้นหลังวิเคราะห์เสร็จสิ้นภายในเดือน ต.ค.นี้ จะจัดทำเป็นข้อเสนอให้รัฐบาลพิจาณาต่อไป.



