เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ มีพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดย รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มฟล. กล่าวว่า มฟล.มีจุดมุ่งหมายที่ตรงกับงานของ พว. ในการสร้างให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการศึกษาที่มีมาตรฐาน และคุณภาพที่ถึงพร้อม คือพร้อมที่จะทำงาน ทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติ ดังนั้นการทำความร่วมมือดังกล่าวเชื่อว่าจะช่วยให้การทำงานของทั้งสองสถาบันสามารถดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพ และชัดเจน ที่สำคัญจะสามารถร่วมกันสร้างการเรียนรู้สมัยใหม่เพื่อเผยแพร่ออกสู่สังคมอย่างไม่มีข้อจำกัด การทำงานร่วมกับ พว.คือ การสนับสนุนการเรียนรู้ทุกด้าน เพื่อสร้างความพร้อมของผู้เรียนแล้วส่งต่อให้ มฟล. และยังจะร่วมกันผลิตสื่อ ซึ่งจะเป็นอีกมิติหนึ่งในการช่วยเหลือนักเรียนให้เข้าถึงการเรียนรู้กับความทันสมัยในการศึกษาสมัยใหม่ และเปลี่ยนจากการเรียนรู้แบบ Passive Learning เป็น Active Learning ที่ต้องทำทั้งประเทศ

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า อนาคตทางการศึกษาของประเทศต้องเป็นไปตามบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 มีตัวแปรต่างๆ เข้ามามากมาย ทำให้คนต้องมีศักยภาพ การที่คนจะมีความรู้และความคิดรวบยอดแบบมีหลักการได้ จะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning เท่านั้น แต่ถ้ายังเป็นการเรียนรู้แบบเดิมเด็กจะไม่สามารถสร้างความรู้ได้เอง และเมื่อยังไม่สามารถสร้างความรู้ได้เอง ก็จะไม่สามารถสรุปองค์ความรู้ออกมาเป็นหลักการได้ ทำให้ไม่มีความคิดรวบยอดในด้านใดได้เลย ดังนั้นความคิดรวบยอดจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปสู่หลักการที่จะนำไปสู่การดำเนินชีวิตได้จริง ไปสู่การพัฒนาการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้จะต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งข้อดีของการเรียนรู้แบบ Active Learning คือ เด็กจะเกิดความเข้าใจหลังจากได้คิดเอง ทำเอง ประเมินเองและสรุปเอง ซึ่งจะสัมพันธ์กับการเรียนรู้ของสมองที่จะบันทึกเป็นความจำระยะยาว เพราะสมองส่วนความจำระยะยาวจะต้องทำงานควบคู่กับการปฏิบัติ หากเราให้เด็กเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ สมองของเด็กก็จะพัฒนา เด็กก็จะเข้าใจ จำได้โดยไม่ต้องท่อง ซึ่งการเข้าใจแบบนี้จะเป็นการเข้าใจแบบลึกซึ้ง มากกว่าการท่องโดยไม่รู้ความหมาย สำหรับความร่วมมือกับ มฟล.ครั้งนี้ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องขยายไปทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องมีสถาบันอุดมศึกษาในแต่ละพื้นที่มาช่วยขับเคลื่อนด้วย.