เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยครั้งที่ 6/2569 โดยมีการพิจารณาวาระสำคัญคือ ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีมจร หลังจากที่ พระพรหมวัชรธีราจารย์ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) อธิการบดีมจร จะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ในปีนี้ โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้ พระพรหมวัชรธีราจารย์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมจร ต่อไปอีกสมัย โดยหลังจากนี้ ฝ่ายเลขานุการสภามหาวิทยาลัยจะดำเนินการเพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งอธิการบดี ต่อไป

พระเทพวัชรสารบัณฑิต หรือ “เจ้าคุณประสาร” รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในฐานะเลขานุการสภามหาวิทยาลัย กล่าวว่า การสรรหาอธิการบดีมจร ในครั้งนี้ เป็นไปตามข้อบังคับใหม่พ.ศ.2569 ที่สอดรับกับระบบธรรมาภิบาล คือ มีกรรมการสัดส่วนจากกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายบรรพชิต เช่น พระพรหมบัณฑิต และพระพรหมโมลี เป็นกรรมการ มีพระเถระที่มีตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่งตั้งแต่เจ้าคณะภาคขึ้นไป มีพระพรหมวขิรานุวัตร เป็นกรรมการ มีกรรมการจากสัดส่วนสภาวิชาการที่เป็นผู้บริหารระดับสูง แต่ต้องไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี มีพระสุธีรัตนบัณฑิต และพระราชญาณวชิรเวที เป็นกรรมการ ส่วนคฤหัสถ์นั้น ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ มาจากสัดส่วนกรรมการสภาฯผู้ทรงคุณวุฒิ พลตรีไชยนาท ญาติฉิมพลี มาจากสัดส่วนสมาคมศิษย์เก่า มจร รวมเป็นคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีที่สภามหาวิทยาลัยคัดเลือกและแต่งตั้ง

พระเทพวัชรสารบัณฑิต กล่าวอีกว่า การดำรงตำแหน่งอธิการบดีมจร ของพระพรหมวัขรธีราจารย์ ครั้งนี้ เป็นสมัยที่ 3 หลังจากที่ท่านรับไม้ต่อจากพระมหาเถระที่สร้างและวางรากฐานไว้ดีแล้วคือ พระพรหมบัณฑิต สำหรับพระพรหมวัชรธีราจารย์ นั้นได้นำพาองค์กรไปได้ไกลมาก และกำลังจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี ส่วนเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดีนั้น มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง จะต้องมีอัตลักษณ์ เอกลักษณ์เฉพาะ เช่น อธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก เป็นต้น ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเหล่านี้จะต้องเป็นพระสงฆ์เท่านั้น ขณะที่ในสัดส่วนของบุคลากรผู้ปฎิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยนั้น จะต้องเป็นพระสงฆ์อย่างน้อย 60% คฤหัสถ์ 40 % ในอนาคตพระสงฆ์อาจจะมีน้อย ยิ่งเป็นพระเถระนักบริหารและมีบารมีในส่วนแวดวงสงฆ์ ก็มีงานให้ปฎิบัติในกิจการงานคณะสงฆ์มากพออยู่แล้ว จึงอาจจะมีข้อจำกัดในส่วนของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งเป็นส่วนจัดการศึกษาที่จะต้องอาศัยทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ วัตรปฎิบัติ วิสัยทัศน์ และบารมีจากพระมหาเถระในการนำพามหาวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป จึงเห็นควรเปิดกว้างไว้ว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ควรจำกัดวาระ เหมือนอย่างที่มหาวิทยาลัยทางโลกกำหนดไว้ ดังนั้น พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 จึงเปิดกว้างไว้เพื่อประโยชน์ดังกล่าว