เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผอ.กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา​ กรมอุทยาน​แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจับกุมผู้ลักลอบขน “นกชนหิน” สัตว์ป่าสงวนของไทยออกนอกประเทศที่สนามบินดอนเมือง โดยตรวจยึดได้ที่สนามบินอินเดีย ว่า ขณะนี้นกชนหิน สัตว์ป่าสงวนของกลางถูกส่งกลับมาไทยแล้ว นำมาดูแลที่คลินิกสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว โดยพบเป็นนกตัวเมียตัวเต็มวัย ซึ่งสัตวแพทย์จะตรวจสุขภาพ เก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจ DNA และฟื้นฟูมีสุขภาพแข็งแรง ก่อนจะนำไปอนุบาลในกรงใหญ่ของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เบื้องต้นนกมีอาการอ่อนเพลีย แต่ยังกินอาหารได้ ค่อนข้างเชื่อง ไม่ตื่นคน สันนิษฐานว่าอาจจะมีการเลี้ยงมาระยะหนึ่ง เพราะแค่นำองุ่นไปวางไว้นกก็กินหลายลูก

นายสดุดี กล่าวว่า ขณะนี้กรมอุทยานฯ เร่งตรวจสอบเส้นทางการลักลอบขนนกชนหิน ซึ่งเป็นนกหายากจนถูกขึ้นบัญชีสัตว์ป่าสงวนของไทยและบัญชี 1 ของไซเตส โดยเชื่อว่ามีขบวนการลักลอบที่อาจเกี่ยวข้องกับคนในขั้นตอนการขนส่ง ซึ่งพบพิรุธว่าชายชาวอินเดียเข้าไปซื้อน้ำหนักเพิ่ม และมีกระเป๋าที่โหลด และกล่องที่ใส่นกชนหินออกไปไม่มีการติดแท็ก จากนั้นเมื่อเดินทางไปสนามบินในอินเดีย จนท. ตรวจกล้องวงจรปิดพบว่าในการรับสัมภาระที่สายพาน ได้มีกล่องขนาดใหญ่ที่เข้าไปรอในสายพานสนามบินแล้ว ซึ่งปกติกล่องใหญ่จะเข็นผ่านช่องกรีน

ทั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พบการลักลอบขนนกชนหิน สัตว์ป่าสงวนหายากออกไปแบบมีชีวิต ไปไกลถึงอินเดีย สาเหตุที่อินเดียมีความต้องการสัตว์ป่าหายากหลายชนิด เป็นความนิยมของมหาเศรษฐีอินเดีย ที่มีการสร้างสวนสัตว์ขนาดใหญ่ น่าจะมีการรวบรวมสัตว์หลากหลายชนิด นกตัวนี้ก็คงมีออร์เดอร์มา ซึ่งก่อนหน้านี้ตรวจยึดสัตว์ป่าหายากจากไทยเยอะมาก

ผอ.กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าฯ กล่าวว่า แม้จะสนามบินจะมีเครื่องเอกซเรย์แต่ตรวจจับได้โลหะ ระเบิด ส่วนสัตว์ป่าพืชป่าต้องใช้ความแม่นยำทางสายตา จึงมีโอกาสหลุดรอดออกไปได้

ขณะที่นายสุขี บุญสร้าง ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ กล่าวว่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้รับมอบนกชนหิน (Rhinoplax vigil) สัตว์ป่าสงวน จำพวกนก ลำดับที่ 4 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จากกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญาฯ (CITES) ซึ่งเป็นสัตว์ป่าของกลางที่ถูกส่งกลับจากสนามบินประเทศอินเดีย โดยขณะนี้อยู่ในการดูแลของกลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ สัตวแพทย์ให้การตรวจสุขภาพและดูแลในเบื้องต้น หลังจากนี้จะทำการเก็บตัวอย่างตรวจสอบพันธุกรรม ก่อนที่จะนำไปดูแลในสภาพกรงเลี้ยงที่สถานีเพาะเลี้ยงฯ เพื่อฟื้นฟู สุขภาพ ปรับพฤติกรรม และประเมินความพร้อมเพื่อนำปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

นายสุขี กล่าวว่า สำหรับการดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น จะมีการสืบสวนหาผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำผิดกฎหมายทั้งในเรื่องการลักลอบล่า ครอบครอง ส่งออก ซึ่งมีโทษสำหรับการล่าสัตว์ป่าสงวนจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่สามแสนถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับโทษการครอบครองสัตว์ป่าสงวน จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับโทษการลักลอบส่งออกสัตว์ป่าสงวน จำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปีหรือปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ในการดำเนินการสืบสวนหาผู้กระทำความผิดในการลักลอบล่า หรือลักลอบครอบครอง หรือลักลอบส่งออกนกชนหิน ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวน จะบูรณาการการทำงานกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษต่อไป

ขณะที่นายปรีดา เทียนส่งรัศมี นักวิจัยโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก พื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี กล่าวว่า ขบวนการล้วงโพรงนกชนหินเอาตัวแม่แถมตัวลูก สุดโหด เพราะนกชนิดนี้ดุ และช่วงอ่อนแอแม่จะอยู่ในโพรงนานถึง 5 เดือน พบว่าในป่าภาคใต้ยังมีขบวนการล้วงลูกนกเงือกไปขายตลาดมืดราคาจากป่าตัวละ 20,000-30,000 บาท แต่ราคาจะพุ่งถึงหลักแสนถ้าไปสู่นอกประเทศ โดยนกชนหิน เป็นหนึ่งในชนิดพันธุ์ของนกเงือกที่หายาก และมีประชากรเหลือน้อยมากในธรรมชาติ พบแค่ป่าแถบอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป บ้านไอร์กือเนาะ หรือป่าฮาลาบาลา สถานภาพน่าเป็นห่วง อยากให้กรมอุทยานฯ เร่งแกะรอยขบวนการค้านกชนหินให้ได้ เพื่อตัดวงจรนี่ ซึ่งเชื่อว่าทำกันเป็นขบวนการ

“แนะนำว่ากรมอุทยานฯ ต้องคุ้มครองนกชนหินอย่างจริงจังหลังขึ้นบัญชีสัตว์ป่าสงวน เพราะขบวนการล่านกเงือกในป่าภาคใต้ยังอยู่ ซึ่งงาของนกชนหินเรียกว่า งาแดงมีมูลค่าสูงกว่างาช้างและนอแรด นอกจากนี้แนะนำว่านกของกลางตัวนี้ ถ้าฟื้นฟูแข็งแรงแล้วขอให้ปล่อยสู่ธรรมชาติโดยเร็ว เพราะในกรงเลี้ยงโอกาสรอดยาก” นายปรีดา กล่าว