เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ตนได้ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาตามนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือ QUICK POLICY ผ่านกระบวนการ Active Learning ในระดับปฐมวัยและระดับมัธยมศึกษา ร่วมกับ นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย และคณะทำงาน โดยมี ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1,2,4 ผอ.สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร ผอ.สพม.อุดรธานี และ รองผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 พร้อมทั้งศึกษานิเทศก์ประจำเขตพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ณ โรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ และโรงเรียนกระแชงวิทยา จ.ศรีสะเกษ
.
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ ซึ่งจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้น อนุบาล 1 – ป.6 ซึ่งได้ตรวจเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ (KCA) ห้องเรียนปกติ ห้องเรียน English Program และห้องเรียนการจัดกระบวนการเรียนการสอน Active Learning ด้วยนวัตกรรม SMT สำหรับสายชั้นอนุบาลจะจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการบูรณาการกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม เน้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองเกิดการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน มีสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลาย น่าสนใจ เหมาะสมกับวัย พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพโดยยึดหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของ ศธ. มีการสอดแทรกนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ร่วมกับกิจกรรม 6 กิจกรรมหลัก ทั้งรูปแบบ Active Learning, Brain Based Learning (BBL), การจัดการเรียนการสอนแบบ High Scope, บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย, STEM สสวท. ระดับปฐมวัย, และโครงการปลูกพลังบวกเพื่อปลูกจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า,บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย (สสส.) โดยครูผู้สอนทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้
.
“การจัดการเรียนการสอนนักเรียนระดับปฐมวัยของโรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ ถือเป็นการจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่ดีมาก เป็นรากฐานที่สำคัญของระดับต่อๆ ไป นักเรียนสามารถสื่อสารได้ดี มีสมาธิ สามารถปฏิบัติตามในสิ่งที่คุณครูสอนได้เป็นอย่างดี กล้าแสดงออกแบบสร้างสรรค์ แบบผ่านการคิด มีการจัดกิจกรรมเรียนปนเล่นและแฝงไปด้วยการจัดการเรียนรู้ ทำให้เด็กๆ สนุกสนานและสนใจ เป็นกระบวนการที่ดีและสำคัญ คือ การเรียนรู้อย่างมีความสุข เด็กมีพัฒนาการที่สามารถตอบคำถามหรือแสดงความคิดได้มากกว่าที่คุณครูสอน” ดร.เกศทิพย์ กล่าว


นอกจากนี้ตนยังได้ตรวจเยี่ยมโรงเรียนกระแชงวิทยา ซึ่งจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.6 เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดกระบวนการเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษา ด้วยนวัตกรรมเพาะพันธุ์ปัญญา และโครงงานฐานวิจัย (Research Based Learning : RBL) โดยมีนายณภัทร์ ใจเครือ ผู้อำนวยการโรงเรียนกระแชงวิทยา นำคณะเยี่ยมห้องเรียนการจัดกระบวนการเรียนการสอน Active Learning ด้วยนวัตกรรมเพาะพันธุ์ปัญญา กิจกรรมจิตปัญญา และกิจกรรมนักเรียนนำเสนอเค้าโครงโครงงานฐานวิจัย (RBL) โดยโรงเรียนกระแชงวิทยา สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ เปิดประสบการณ์ด้วยการลงพื้นที่ชุมชน พร้อมสอนหลักคิดเชิงเหตุผล ครูเปลี่ยนบทบาทจากการสอน มาเป็นโค้ช แนะนำและตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนได้สร้างองค์ความรู้และเกิดกระบวนการคิด และยังมีกิจกรรมการเรียนรู้ตามสภาพจริง ห้องเรียนทุ่งนา เรียนรู้จากสิ่งที่มีในโรงเรียน เช่น สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน และสวนเศรษฐกิจพอเพียงสวนมะนาว พร้อมกันนั้น คณะฯได้ตรวจเยี่ยมงานอนามัย ข้อมูลสุขภาพจิตเด็กและมาตรการการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์โรคโควิด-19 และเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ในชุมชน สถาบันแพทย์แผนไทยอโรคยาศาสตร์ สถาบันถ่ายทอดความรู้วิชาชีพการแพทย์แผนไทย ด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การผดุงครรภ์ไทย ณ หมู่ 15 บ้านกระแชงพุทธสถานศรีษะอโศก อีกด้วย


ดร.เกศทิพย์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องการจัดการเรียนรู้ นักเรียนจะต้องสามารถต่อยอดองค์ความรู้ จากชุมชน จากปราชญ์ชาวบ้าน หรือ Soft Power ที่เรามี ในการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาปรับประยุกต์ใช้ในการเรียน ในการใช้ชีวิตประจำวัน ในการสร้างอาชีพได้ในอนาคต โดยสามารถต่อยอดหรือทะลุไปถึงขั้นคิดใหม่ได้ ให้โอกาสและเปิดเวทีให้เด็กได้คิด ได้แสดงความเป็นตัวตนและได้แสดงสิ่งที่คิดออกมา สิ่งที่สำคัญของการเรียนรู้ คือ ครูต้องมีแผนการสอน โรงเรียนต้องมีการนิเทศการสอน และครูต้องมีการบันทึกหลังสอน เพื่อเก็บเด็กนักเรียนให้ครบทุกคน ซึ่งการบันทึกหลังสอนไม่ใช่เพียงบันทึกว่านักเรียนนั้นนำความรู้ไปใช้อะไร แต่คือการบันทึกว่าเด็กคนไหนเรียนไม่ทัน ติดขัดมีปัญหาในการเรียนรู้อย่างไร เพื่อนำข้อมูลปัญหาหลังสอนที่เกิดขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ PLC กับเพื่อนครู ในการช่วยกันคิดแก้ปัญหาหรือพัฒนาให้กับนักเรียนคนนั้นๆ โดยครูต้องไม่ทิ้งนักเรียนคนใดไว้ข้างหลัง เราต้องช่วยนักเรียนให้รู้และเข้าใจ มิเช่นนั้นจะเกิดการเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้โดยฝีมือของครูเอง แผนการสอนเปรียบเสมือนคัมภีร์ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ และเติมเต็มโดยบันทึกหลังสอนเพื่อให้นักเรียนที่มีความแตกต่างกันในแต่ละชั้นหรือห้องเรียน รวมถึงรายบุคคลด้วย เมื่อเกิดปัญหาใดๆ ขึ้น คุณครูสามารถแก้ปัญหาหรือส่งเสริมผู้เรียนให้รู้และเข้าใจ เพื่อให้เด็กสามารถก้าวหรือผ่านไปเรียนรู้ในวิชาหรือหน่วยต่อๆ ไปได้อย่างมีความสุข