“ถ้าเป็นปี 2565 กระแสขณะนั้น ต้องบอกว่ามาจากตัว อ.ชัชชาติ แต่ปีนี้ไม่ได้มาจากตัวอ.ชัชชาติ เพียงอย่างเดียว แต่มาจากการไม่มีคู่แข่ง หรือคู่เปรียบมวยในระดับที่ต่อสู้กันได้อย่างเข้มข้น รวมถึงกระแสสนใจการเมืองท้องถิ่นที่น้อยลง สุดท้ายคู่แข่งขันไม่ได้มีมากเหมือนเก่า”
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สะท้อนมุมมองผ่าน“ทีมข่าวชุมชนเมือง” ถึงข้อสงสัยกระแสนำโด่งของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม.ที่ลงสนามสู้สมัย 2 มาจากผลงาน ตัวตน หรือคู่แข่งที่แรงไม่พอ
ผู้สมัครน้อยกว่าปี 2565 -สู้ไม่เห็นฝุ่น
รศ.ดร.ยุทธพร วิเคราะห์มี 2 ส่วนที่ทำให้ความสนใจของคนสมัครผู้ว่าฯและสก.ลดลง ส่วนที่ 1 คือกระแสนายชัชชาติที่ถนนทุกสายพุ่งไปหา แม้บอกว่าอาจได้คะแนนน้อยลง หรือไม่ถึง 1 ล้านคะแนน แต่ก็ยังคงเป็นผู้สมัครที่มีโอกาสได้ตำแหน่งมากที่สุด ขณะคู่แข่งที่จะมีคุณสมบัติสูสี มีสิ่งที่เป็นความสนใจผู้คน หรือความรู้ความสามารถใกล้เคียงมีน้อย การแข่งขันครั้งนี้เลยน้อยตามไปด้วย
รวมถึงก่อนเปิดตัว ก่อนรับสมัคร จะเห็นว่าทุกคนอยากเป็นเพื่อนชัชชาติหมด บางคนถึงกับนำรูปไปประกบคู่ กระทั่งทีมงานนายชัชชาติต้องออกประกาศห้ามใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือแม้กระทั่งในการเปิดรับสมัครแล้วระดับพื้นที่สก. ยังมีบางคนไปจ้างคนลงสมัคร เพื่อให้มีหมายเลข 1-8 และตัวเองก็จะได้หมายเลข 9 เหมือนกับนายชัชชาติ เป็นต้น ด้วยกระแสที่มาแรง ทำให้คู่แข่งคนอื่นสนใจลงสมัครน้อย

แม้กระทั่งระดับสก.ครั้งนี้ ก็ต้องบอกว่าพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย ก็ไม่ส่งผู้สมัครที่เป็นทางการ แต่อนุญาตให้คนเก่าแก่ หรือใครอยากใช้โลโก้ก็ว่ากันไป ทำให้สนามสก.เงียบเหงาไปด้วย เพราะเพื่อไทยถือเป็นแชมป์เก่าที่มีถึง 19 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลขณะนั้นมี 14 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์มี 9 ที่นั่ง
“ครั้งนี้จึงกลายเป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคประชาชน ซึ่งเป็นลำดับที่ 2 กับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นลำดับที่ 3 การแข่งขันในสนามสก.จึงไม่ได้เข้มข้นมาก”
ส่วนที่ 2 คือ คิดว่าทั้งผู้ว่าฯ และสก. มีบทพิสูจน์ที่ทำให้คนกรุงเทพฯเห็นแล้วว่า การจะแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่างไม่ง่าย “ผู้ว่าฯกทม.และสก.” แม้ดูเหมือนมีหน้าที่ มีอำนาจ แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรเลย แม้จะมีงบประมาณปีละแสนล้านบาท สุดท้ายภายใต้โครงสร้างการกระจายอำนาจที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ กรุงเทพฯก็ไม่ได้มีสถานะต่างกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาล หรือ อบต.
ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยทั้งในแง่ Voter (ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง)มองว่า การไปเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หรือ สก. ก็คงไม่ได้แก้กรุงเทพฯเหมือนที่ตัวของประชาชนอยากจะแก้ปัญหา เช่นปัญหารถติด PM 2.5 หรือ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น จึงทำให้กระแสการมีผู้สมัครไปสมัครก็ไม่มีด้วยเช่นเดียวกัน
“จากสถานการณ์เหล่านี้เลยทำให้เป็น 2 ส่วน ทั้งในแง่ของชัชชาติฟีเวอร์ แล้วก็การแก้ปัญหากรุงเทพฯที่ไม่มีใครจะแก้ได้ภายใต้โครงสร้างการกระจายอำนาจที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เลยทำให้คนสนใจเวทีการเลือกตั้งครั้งนี้น้อยลงไปด้วย”

โอกาสตัดกระแสนำ กลายเป็นตาม…ยาก
ส่วนตัวมองตอนนี้ยาก สำหรับคนที่จะมาสู้ได้ในชั่วโมงนี้ เพราะถ้าไปดูคู่แข่งขันลำดับรองลงไป อย่าง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน และนายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะยังไม่สามารถสู้นายชัชชาติได้ แม้หลายคนบอกว่าพรรคประชาชนมีสส.เต็มทุกพื้นที่กรุงเทพฯ แต่นั่นคือการเมืองระดับชาติ ซึ่งมีความแตกต่างกับการเมืองท้องถิ่น
เพราะการเมืองระดับชาติ พรรคแพลตฟอร์มอย่างพรรคประชาชน อาจจะประสบความสำเร็จเพราะนำเสนอประเด็น เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องนิรโทษกรรม เรื่องการกระจายอำนาจ เป็นต้น แต่ในการเมืองท้องถิ่นแล้ว คนท้องถิ่นต้องการสิ่งที่เรียกว่า “พรรคปฏิบัตินิยม” เพราะว่าปัญหาในท้องถิ่นเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันของผู้คน เช่น น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่ดี ซึ่งตรงนี้ก็ต้องอาศัยคนที่มีภาพลักษณ์ของการเป็น“ขาลุย”
พร้อมมองทั้งนายชัยวัฒน์ และนายอนุชา ยังมีสิ่งทีขัดอยู่คือ ภาพลักษณ์ของการเป็นผู้ว่าฯกทม.ที่อยู่ใน“มโนทัศน์”ของคนกรุงเทพฯ ที่ผู้ว่าฯต้องเป็นคนคลุกดิน ลุยน้ำลุยโคลนได้

“ถ้าย้อนไปในอดีต จะเห็น ดร.พิจิตร รัตตกุล ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เราเห็น โดยมีฉายาว่าเป็นผู้ว่าฯล้วงท่อ อย่างเช่นเกิดน้ำท่วมก็จะไปล้วงท่อ พอมาถึงยุค อ.ชัชชาติ ก็เช่นเดียวกัน ที่ไหนมีดิน มีฝุ่นก็จะเห็นมี อ.ชัชชาติไปคลุกดิน คลุกฝุ่น ลุยน้ำได้ เกิดเหตุภัยพิบัติอะไรก็เจอ”
ดังนั้น ตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่มีภาพลักษณ์มโนทัศน์ของผู้ว่าฯกทม คิดว่า 2 ท่านนี้อาจจะยังแข่งยาก แม้นายชัยวัฒน์อาจเป็นสส.มาแล้ว 2 สมัย แต่เป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่วนนายอนุชาอาจจะเป็นสส.กรุงเทพฯ เขตคลองเตย แต่ก็ไม่มีภาพลักษณ์ของการบริหารงานในกรุงเทพฯ เพราะเป็นสส.ที่อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะเดียวกันทั้ง 2 ท่านก็ยังไม่มีภาพลักษณ์ของการเป็นผู้ว่าฯคลุกฝุ่น คลุกดินลุยน้ำ ลุยโคลน เลยทำให้การต่อสู้แบบรายบุคคลอาจจะยาก ในเรื่องความรู้ความสามารถไม่ปฏิเสธ แต่ในแง่ภาพลักษณ์ยังคงเป็นปัญหาอยู่
รศ.ดร.ยุทธพร ยังกล่าวถึง กระแสช่วยหนุนจากพรรคว่าในแง่แรงส่ง ในส่วนของพรรคประชาชนกระแสพรรคดีในส่วนสส. แต่ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าจะดีในส่วนท้องถิ่นด้วย และเขตเลือกตั้งในกรุงเทพฯของ สส.กับสก.ไม่เหมือนกัน และผู้ว่าฯกทม.ก็ไม่เหมือนกัน เพราะการเลือกตั้งสส. กทม.มี 33 เขต แต่การเลือกตั้งสก.แบ่งตามเขตการปกครองคือ 50 เขต

ขณะเดียวกันในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะได้คะแนน“เพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องจับตา ประชาธิปัตย์อาจจะกลับมาในสนามกรุงเทพฯ คะแนนในส่วนของผู้ว่าฯกทม. อาจจะมีมากขึ้น ทั้งคะแนนในส่วนของสก. อาจจะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
ผลสำรวจบางสถาบันที่ทำการสำรวจแล้วปรากฏว่า คะแนนของคนที่เลือกสส.เมื่อ 8 ก.พ.69 จะไหลไปที่ใครบ้าง โดยผลสำรวจส่วนใหญ่จะเลือกนายชัชชาติ แม้กระทั่งคนที่เลือกพรรคประชาชนบางส่วน มีแค่เพียงบางส่วนเท่านั้นที่มายังที่นาย ชัยวัฒน์ จากผลสำรวจก็ยังชี้ให้เห็นว่าถนนทุกสายไปที่นายชัชชาติ
“นี่จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าหาคู่เปรียบมวยได้ยากในสนามนี้ ทั้งในแง่ฐานคะแนน ในแง่ของมโนทัศน์ของภาพลักษณ์ ตนว่ายังยากสำหรับคนที่จะมาสู้ เพียงแต่นายชัชชาติต้องสู้กับตัวเอง และต้องดูตัวเลขผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าจะมีมากหรือมีน้อย”
ทั้งนี้ รศ.ดร.ยุทธพร อธิบายว่า รอบก่อนมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพียง 60 % แค่นั้น และในสนามกรุงเทพฯไม่เคยมีการเลือกตั้งครั้งไหนเลยที่มีผู้ใช้สิทธิ์ถึง 65% ตั้งแต่เลือกตั้งผู้ว่าฯครั้งแรกตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปัจจุบัน หรือแม้แต่ปี 2556 ที่เป็นแข่งขันกันดุเดือด ระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ได้คะแนนเสียงเกิน 1 ล้านคะแนนทั้งคู่ ยังมีผู้มาใช้สิทธิ์เพียง 63.98% ดังนั้น จะเห็นว่าคนกรุงเทพฯจะไปใช้สิทธิ์น้อย ครั้งนี้ตนก็ไม่มั่นใจว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ถึง 60% หรืออาจจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ราว 50-55% แค่นั้น ด้วยภาวะที่ไม่มีกระแสการแข่งขันที่ดุเดือด

นอนมาใช่ว่าดี หากกระแสทับสิทธิ์ ไม่ออกไปลงคะแนน
เรื่องนี้ก็เป็นไปได้เหมือนกัน แต่อย่างที่บอกว่านายชัชชาติยังมีคะแนนเยอะอยู่ แต่อาจจะได้คะแนนน้อยลง เช่น อาจได้ประมาณ 7 แสนคะแนน ไม่ได้ถึง 1 ล้านคะแนน แต่ก็ยังมีโอกาสชนะคู่แข่งที่อาจได้ประมาณ 2-3 แสนคะแนน ดังนั้น ถึงคนไปใช้สิทธิ์น้อย แต่ว่าก็ยังมีโอกาสอยู่ดี แต่ก็อาจจะไม่ได้เหมือนครั้งแรกที่คะแนนทเรียกว่าเป็น “แลนสไลด์”
ทั้งนี้ ในสนามผู้ว่าฯกทม.มีคนที่ได้เกิน 1 ล้านคะแนนอยู่ 4 คน 3 คน เป็นผู้ว่าฯ อีก 1 คนไม่ได้เป็น คนแรกคือผู้ว่าฯ สมัคร สุนทรเวช คนที่ 2 คือผู้ว่าฯ สุขุมพันธ์ บริพัตร คนที่ 3 คือพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ว่าฯแต่ได้คะแนนเสียงเกิน 1 ล้านคะแนน และคนที่ 4 คือนายชัชชาติ ทั้ง 4 คนนี้ คะแนนของนายชัชชาติมากสุดคือได้ 1,380,000 คะแนน
อย่างไรก็ตาม โค้งสุดท้ายจะเป็นตัวชี้ขาดกระแสชัชชาติ จะมาหรือไม่ ถ้าไม่มาและคนไปใช้สิทธิ์น้อยจะส่งผลกระทบอย่างไร การเลือกตั้งทุกอย่างพลิกได้หมด จากที่นำ ๆ มา หากคนไม่ไปใช้สิทธิ์ทุกอย่างก็พลิกได้หมด
ย้ำว่าในกรุงเทพฯ โค้งสุดท้ายอาจจะไม่ได้มีส่วนมาจากคืนหมาหอน เหมือนในหลายพื้นที่เพราะโครงสร้างกับนิยามคนละแบบ ไม่ใช่ลักษณะความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์
“สนามผู้ว่าฯกทม.โค้งสุดท้าย จะกลายเป็นเรื่องของกระแสที่ถูกปลุก ถูกสร้างกันขึ้นมา เราก็เคยเห็นการพลิกกันช่วงข้ามคืนสมัยการต่อสู้ปี 2556 ก็พลิกกันในค่ำคืนด้วยวลี…ไม่เลือกเราเขามาแน่”

‘เฟคนิวส์’ปัญหาใหญ่การเมือง
ปัจจุบัน“เฟคนิวส์”เป็นปัญหาใหญ่ของการเมือง ข้อมูลข่าวปลอม ข้อมูลที่ถูกบิดเบือน อย่าลืมว่าคนกรุงเทพฯ อยู่กับข้อมูลเหล่านี้ เพราะสังคมกรุงเทพฯ มีความหลากหลาย ทั้งชุมชนดั้งเดิม ชุมชนบ้านจัดสรร ชุมชนคอนโดมิเนียม บ้านเช่า มีทั้งประชากรแฝงที่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีทั้งประชากรตัวจริงที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ความหลากหลายสูงมาก คนกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ตัดสินใจจากการรู้จักมักคุ้นกัน แต่ตัดสินใจจากการรับข้อมูล
“โลกทุกวันนี้ข้อมูลไม่ได้มาจากสื่อกระแสหลักอย่างเดียว ที่มีกระบวนการในการคัดกรองข้อมูล แต่มาจากสื่อโซเชียล มาจากใครก็ไม่รู้ หรือจะเป็นข้อมูลเท็จข้อมูลจริงก็ไม่รู้ สิ่งเหล่านี้ต้องตระหนัก ต้องระมัดระวังมาก เพราะข้อมูลเหล่านี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจของ Voter หรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้เลย”
สนามขาดสีสัน-อิสระ(จริง)
รศ.ดร.ยุทธพร ประเมินจุดอ่อนและจุดแข็งของอีก 2 คู่แข่งที่ตามมาอย่าง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช และ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข โดยระบุทั้งสองมีจุดแข็งที่ต่างกัน เริ่มจากพล.ต.ท.ชาญเทพ ได้รับแรงสนับสนุนจากพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งมีจุดขายคือพล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เหมือนกับในสมัยของการเลือกตั้งสส. แต่ก็มองว่าการแข่งขันในสนามนี้ไม่เหมือนสส.เพราะตอนนั้นที่คนนิยมมาจากกระแสชาตินิยม แต่ในสนามกทม.ไม่ได้มีกระแสเรื่องนี้เป็นหลัก

ขณะที่ดร.มัลลิกา มีความกล้าท้าชน ออกแนวดุดัน ครั้งนี้ถือว่าน่าเสียดายที่ไม่มีผู้สมัครที่เป็นสีสัน เช่น นายวรัญชัย โชคชนะ ซึ่งถึงโค้งสุดท้ายยังมีเงินค่าสมัคร 50,000 บาทไม่พอ จึงไม่ได้สมัคร ทำให้นายวรัญชัยซึ่งอดีตเป็นผู้ที่ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ที่สมัครมากที่สุด กลายเป็น“ปิดตำนาน” อีกทั้งอดีตจะเห็นอีกหลายคน อย่างนายสมิตร สมิทธินันท์ ที่เคยเสนอว่า เปิดไฟเขียวทุกแยกแล้วก็ห้ามเลี้ยวขวา เพื่อแก้ปัญหาจราจร ครั้งนี้จึงกลายไม่เห็นสีสัน เพราะกระทั่งนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ที่พูดถึงน้ำในคลองแสนแสบดื่มได้ สุดท้ายก็ตกมาตายเพราะมีทะเบียนบ้านอยู่จ.นนทบุรี เป็นต้น

“ปีนี้เราจึงไม่เห็นสีสันเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา แม้หลายคนอาจบอกว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นความเฮฮาทางการเมือง แต่หากมองกันแท้จริงแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้เป็นบุคคลที่เป็น “อิสระทางการเมือง”อย่างแท้จริง” เพราะท้ายที่สุด อย่าลืมว่าผู้สมัครเหล่านี้ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคใด แต่เป็นบุคคลที่อยากเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเราขาดไปในการสมัครครั้งนี้”. รศ.ดร.ยุทธพร สะท้อนทิ้งท้ายสนามศึกครั้งนี้.
ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน



