เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 29 ก.ย. ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน เขตมีนบุรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ประชุมหารือกับนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ผู้ว่าการ กนอ.) เพื่อหารือแผนรับมือน้ำและความร่วมมือในการแก้ปัญหาผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 โดยมีนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. นายไพโรจน์ จันทรอด ผอ.เขตมีนบุรี นายบัญชา สืบกระพัน ผู้ช่วยเขตเขตคันนายาว นายประทีบ เอ่งฉ้วน รองผู้ว่าการ กนอ. และผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม

นายชัชชาติ กล่าวภายหลังว่า การหารือร่วมกันระหว่าง กทม.และ กนอ. เพื่อตรวจดูความพร้อมของนิคมฯ เนื่องจากมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ ซึ่งได้รับทราบว่ากรุงเทพมหานครมีนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมบางชัน และนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี ที่เขตประเวศ ซึ่งทุกแห่งเป็นแหล่งเศรษฐกิจและแหล่งสร้างงานที่สำคัญของเมืองและประเทศ สำหรับนิคมอุตสาหกรรมบางชันมีพื้นที่อยู่ทั้งสิ้น 678 ไร่ โรงงานจำนวน 65 โรงงาน แรงงาน 15,000 คน เงินลงทุนรวมกว่า 5,000 ล้านบาท มีนักลงทุนชาวไทย 55% จีน 25% ญี่ปุ่น 15% และอื่นๆ 5%
ดังนั้นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากงานเป็นเรื่องสำคัญของเมือง ผู้ประกอบการที่สร้างงาน จึงเป็นส่วนสำคัญของเมือง โดยนิคมอุตสาหกรรมบางชัน เป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของประเทศไทย และทางนิคมฯ ได้ให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องของน้ำท่วม

สำหรับพื้นที่นิคมฯ มีคลองสำคัญที่อยู่ในพื้นที่ ได้แก่ คลองแสนแสบ คลองหลอแหล และคลองบางชัน ได้มีการสร้างแนวเขื่อนกั้นน้ำรอบพื้นที่นิคมฯ เพื่อป้องกันน้ำจากคลองแล้ว โดยเป็นเขื่อนของ กนอ.ยาว 5.7 กม. เป็นเขื่อนของ กทม. ยาว 2.5 กม. รวมถึงในพื้นที่นิคมฯ ก็มีสถานีสูบระบายน้ำฝนที่สามารถสูบน้ำได้ 16,800 ลบ.ม./ชม. ดังนั้นหากมีฝนตกหนักในพื้นที่ทางนิคมฯ อาจจะต้องใช้เวลาบ้างในการสูบน้ำออก แต่ทางนิคมฯ ยืนยันว่าสามารถรับมือได้แน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีฝนตกหนักปริมาณ 120-170 มม. สามารถดำเนินการสูบน้ำออกได้ภายใน 2 ชม.
นายชัชชาติ กล่าวต่ออีกว่า จุดอ่อนจุดเดียวที่ยังมีปัญหาคือ ทางเชื่อมต่อบริเวณวัดบำเพ็ญเหนือกับตลาดน้ำขวัญ-เรียม ยังมีจุดฟันหลออยู่ ก็ได้แก้ไขปัญหาโดยการใช้แนวกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม สิ่งสำคัญคือการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับนิคมฯ เนื่องจากการสูบน้ำออกก็ต้องมีการพูดคุยกับชาวบ้าน เนื่องจากชาวบ้านอยู่นอกเขื่อน ซึ่งทางนิคมฯ มีการพูดคุยกันได้ดี และพนักงานส่วนใหญ่ที่อยู่ในนิคมฯ ก็คือชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนโดยรอบนั่นเอง หัวใจของนิคมฯ ทุกแห่งคือการพูดคุยกับชาวบ้าน และดูแลพี่น้องประชาชนโดยรอบ

ส่วนอีกหนึ่งปัญหาที่ได้พูดคุยหารือร่วมกันคือการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมบางชันได้มีการควบคุมปริมาณการปล่อยฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเข้มข้น รวมถึงมีแผนป้องกันฝุ่นละออง PM2.5 โดยมีการควบคุมปล่องระบายมลพิษทางอากาศของโรงงาน และในอนาคต กทม.จะขอความร่วมมือในการตรวจสอบมลพิษจากรถบรรทุกและรถขนส่งแรงงานที่เข้า-ออกบริเวณนิคมฯ เพื่อให้มั่นใจว่า นิคมฯ ไม่ใช่ต้นเหตุของการปล่อยฝุ่นละออง PM2.5 รวมถึงจะขอข้อมูลแบบ Real Time จากเครื่องมือตรวจจับปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 จากปล่อง Boiler แต่ละปล่องของโรงงานผลิตไฟฟ้าภายในนิคมฯ เพื่อให้ กทม.ได้รับทราบปริมาณการปล่อยปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ได้ทันทีอีกด้วย ถือเป็นความร่วมมือที่ดี
“ขอขอบคุณทางนิคมฯ ที่เป็นผู้ช่วยเศรษฐกิจของเมือง ทั้งเรื่องของการจ่ายภาษี การจ้างงาน การสร้างเศรษฐกิจ การสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว
ทางด้านนายวีริศ กล่าวว่า วันนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับเกียรติจากผู้ว่าฯ ชัชชาติ และทีมงาน รวมถึงผู้อำนวยการเขตมีนบุรี ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคันนายาว ขอบคุณที่ทุกท่านมีความเป็นห่วงเรื่องการบริหารจัดการน้ำในช่วงที่สถานการณ์มีพายุเข้ามา โดยจากการที่ได้พูดคุยกับผู้ว่าฯชัชชาติและผู้อำนวยการเขต มองว่ายังพอรับมือได้อยู่ไม่น่ามีปัญหา โดยเฉพาะเขื่อนที่อยู่ในนิคมฯ และมีความเข้าใจเป็นอย่างดีกับทางชุมชน เพราะฉะนั้นจึงอยากให้พี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบนิคมฯ วางใจในความร่วมมือระหว่างนิคมอุตสาหกรรมกับชุมชน
จากนั้นนายชัชชาติและนายวีริศ พร้อมคณะได้เดินไปดูเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของนิคมอุตสาหกรรมบางชัน บริเวณสะพานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งก่อนเดินทางกลับ นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า “มั่นใจ มั่นใจ”



