คนรักที่คบหาดูใจกันมาหลายปี ทิ้งเราไปมีคนใหม่ ลูกสาวอันเป็นที่รักมาด่วนจากไปด้วยอุบัติเหตุ พ่อแม่ผู้เป็นที่รักจากเราไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ สามีภรรยาสุดที่รักอยู่ด้วยกันมาทั้งชีวิตไปมีคนใหม่ ลูกสาว ลูกชายไม่ได้ดั่งใจคิด
ในชีวิตเราย่อมจะมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าใครจะรักใครตลอด จะอยู่กับใครตลอดไป ไม่แน่ ไม่ได้ดั่งใจ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ เป็นความจริงของชีวิตที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงเอาชนะความจริงเหล่านี้ได้ วิธีเดียวที่จะสามารถเผชิญกับความพลัดพราก ความสูญเสียเหล่านี้อย่างมีสติ และไม่ทุกข์ทุรนทุราย คือ พยายามฝึกให้ชินกับความพลัดพราก สูญเสีย มองให้เห็นความจริงของความสูญเสีย พยายามทำลายกำแพง มายาในใจของเรา ที่มองชีวิตเพียงด้านเดียว ที่มักสวยงามเสมอ แต่ชีวิตมันมีด้านลบ ด้านมืดอยู่ด้วยเหมือนกัน พอเราเริ่มเข้าใจ เราจะสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ ไม่ร้อนรน ทุรนทุราย จนเกินไป และยังสามารถได้เรียนรู้แง่มุมของชีวิตอย่างรอบด้าน ฝึกให้ชินกับความพลัดพราก สูญเสีย มีสติในการรับมือกับทุกเรื่องราวในชีวิต ฝึกมองชีวิตอย่างรอบด้าน ไม่ตกอยู่ในอำนาจของมายาคติ
มีโยมคนหนึ่งสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักพร้อมกันหลายคนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ โยมท่านนี้ เสียใจมาก ยากที่จะทำใจ ลองนึกดูว่า จะทรมานขนาดไหนที่เราต้องมาจัดการงานเผาศพคนในครอบครัว แล้วเหลือเราเพียงแค่คนเดียว ในห้วงเวลานั้น เป็นห้วงเวลาที่บีบคั้นสุดๆ แต่มันคือความจริง ที่เราต้องพยายามเข้าใจ ต้องพยายามจัดการความรู้สึก ดูแลความรู้สึกของตัวเอง เพราะแม้เราจะหาวิธีรับมือกับความโศกเศร้าอย่างไรก็ตาม สุดท้าย พระพุทธเจ้า สอนให้เรายอมรับความจริงเป็นอันดับแรก การโกหกตัวเอง หรือไม่ยอมรับความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีแต่จะหล่อเลี้ยงให้ความทุกข์ ความโศกเศร้า ความเสียใจ กัดกินความรู้สึกในใจของเราอย่างไม่มีวันจบสิ้น วิธีเดียวและเป็นวิธีที่ตรงที่สุด คือ การมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง คือทางตรงที่สุด ในการรับมือกับความพลัดพรากและความสูญเสีย เมื่อมองเห็นความจริง และยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เราจึงจะสามารถจัดการใจของเราได้ด้วยวิธีต่างๆ ต่อไป
อาตมาเคยอ่านหนังสือของ หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง ท่านสอนชาวบ้าน ให้เข้าใจใน หลักอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่จะจัดการความทุกข์ ดับทุกข์ที่เกิดขึ้น อย่างเด็ดขาด หลวงปู่ชา เริ่มต้นด้วยการถามชาวบ้านว่า “โยมเคยเลี้ยงควายไหม”…“เคยครับ” โยมตอบ หลวงปู่ชา ถามต่อว่า “เวลาที่โยมจูงควายไป แล้วเชือกของโยมไปคล้องที่ตอไม้ โยมหงุดหงิดใจไหม” โยมตอบ “หงุดหงิดใจครับ” หลวงปู่ชาตอบโยมว่า “นั้นแหละ คือ ทุกข์” หลวงปู่ชา ถามโยมต่อว่า “ทุกข์แล้ว โยมจะทำยังไง มันถึงจะแกะเชือกออกได้” โยมตอบว่า “เราก็ต้องสาวเชือกไปซิครับหลวงปู่ ว่ามันเชือกติดอยู่ที่ตรงไหน” หลวงปู่ชา ตอบโยมว่า “นั่นคือ สมุทัย” หลวงปู่ชา ถามโยมต่อไปว่า “โยมตามไปแล้วพอเจอว่ามันติดตรงไหน แล้วทำยังไง” โยมตอบหลวงปู่ว่า “มีสองอย่างครับ ถ้าไม่คลายปม ก็เอามีดตัดที่เชือก” หลวงปู่ชา ตอบโยมว่า “นั่นคือ นิโรธ” หลวงปู่ชา ถามโยมต่ออีกว่า “โยมตัดเชือกออกได้แล้ว เป็นยังไง โล่งไหม” โยมตอบหลวงปู่ชาว่า “โล่งครับ” หลวงปู่ชา ถามโยมครั้งสุดท้ายว่า “โยมตัดเชือกได้เพราะอะไร ด้วยมือโยมใช่ไหม นั่นแหละ…นี่คือ มรรค”
วิธีการสอนอริยสัจ 4 แก่ชาวบ้านของหลวงปู่ชา เป็นคำสอนที่ง่าย และเข้าถึงได้ ท่านเปรียบเทียบกับสิ่งที่ชาวบ้านเขาทำอยู่ตลอด เป็นวิถีชีวิต บางคนคิดว่า ธรรมะเป็นเรื่องยาก จริงๆ แล้ว ง่ายกว่าที่คิด…
…………………………………………..
คอลัมน์ : ลานธรรม
โดย : พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหาร รองประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี



