น่าจะมีความชัดเจนถึงรายละเอียด “โครงการคนละครึ่ง” ที่มาในชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” หลัง “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง ออกมากล่าวถึงความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า ตั้งใจว่าจะเริ่มให้ลงทะเบียนภายในเดือน พ.ค. และใช้ได้ภายในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะมีส่วนช่วยในการเยียวยาด้วย และตามนโยบายนายกฯ อาจจะเป็น 60:40 คือ รัฐบาล 60 ประชาชน 40 และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ส่วนนี้ไม่ต้องเอามาสมทบ แต่ประชาชนชั้นกลางทั่วไปสามารถใช้ได้ ในส่วนที่จะเป็น 60:40 ซึ่งจะเป็นการเยียวยาค่าครองชีพ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเหมือนเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม เมื่อถามว่า เดือนละ 1 พันบาทหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า คิดไว้เบื้องต้นจะเป็นอย่างนั้น

ขณะที่ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งได้ยืนอยู่ด้วย ได้กล่าวว่า ไม่ใช่คนละครึ่งแล้ว และทยอยแบ่งจ่าย 4 เดือน

ถ้าหากคำพูดของ นายอนุทิน ระบุว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” จะทยอยแบ่งจ่าย 4 เดือน โดยจะให้เดือนละ 1,000 บาท ซึ่งเดิมใช้ “คนละครึ่งพลัส” โดยกลุ่มเปราะบาง ไม่ต้องจ่ายสมทบ แต่ประชาชนชั้นกลางทั่วไปสามารถใช้ได้ ในส่วนที่จะเป็น 60:40
ยังถือมีโอกาสหายใจหายคอ หลังศาลฎีกาอ่านคำสั่งในคดี ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยกรณี 44 อดีตสมาชิก สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีคำสั่ง “ประทับรับฟ้อง” คดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้ สส.พรรคประชาชน (ปชน.) จำนวน 10 คน ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ถูกร้อง ยังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีคำพิพากษา ทั้งนี้ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า สส. ทั้ง 10 คน ยังมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) จึงสมควรให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ อย่างไรก็ตาม ได้กำชับไม่ให้กระทำการในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก มิฉะนั้นศาลอาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงคำสั่งในภายหลัง
สำหรับกำหนดการ ศาลนัดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 30 มิ.ย. 69 และนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 4 ส.ค. 69 โดยย้ำว่าจะไม่มีการเลื่อนนัด และให้ทั้งสองฝ่ายเตรียมความพร้อม สำหรับรายชื่อ สส.พรรค ปชน.10 คน ประกอบด้วย สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ณัฐวุฒิ บัวประทุม และ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส่วน สส.เขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) 2 คน ได้แก่ ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
ด้าน “นายสนธิญา สวัสดี” นักเคลื่อนไหว ซึ่งเดินทางมาที่ศาลฎีกาฯ เพื่อเข้าร่วมฟังคำสั่งในฐานะหนึ่งในผู้ร้อง ป.ป.ช. แต่ปรากฏว่ามาไม่ทัน ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นหนึ่งในสองคน ที่ยื่นให้ตรวจสอบจริยธรรมร้ายแรง ของทั้ง 44 สส. จึงขออนุญาตใช้สิทธิในฐานะผู้ร้อง ต่อ ป.ป.ช. ยื่นคัดค้านขอให้ทั้ง 10 สส. ของพรรค ปชน. ยุติปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าคดีนี้ถึงที่สุด โดยภายในสัปดาห์หน้าจะจัดเตรียมเอกสาร เพื่อมายื่นต่อคณะตุลาการศาลฎีกาให้พิจารณาและวินิจฉัยอีกครั้ง เนื่องจากการกระทำที่ผ่านมา ซึ่งต่างกรรม ต่างวาระ คนหนึ่งทำมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2-3 ครั้ง ประกอบกับคำวินิจฉัยของศาล รธน.ที่ห้ามกลุ่มบุคคล บุคคล คณะ กระทำการที่เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ

ส่วน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า ศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ที่กล่าวหาว่าอดีต สส. พรรคก.ก. 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ 10 คน สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ห้ามไม่ให้กระทำซ้ำ หรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็น ตามการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล เราขอเพียงแค่ยืนยัน การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เมื่อถามถึงจุดยืน เรื่องของความคาดหวังแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีคำวินิจฉัยของศาล รธน. มาผูก และศาลฎีกามาผูกอีกชั้น จะสื่อสารอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นิติสงครามไม่ได้หยุดแค่นี้ ที่เราโดนคดีจริยธรรมร้ายแรง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่เราเสนอเนื้อหากฎหมาย แต่เป็นเรื่องปฏิกิริยา และกระบวนการตอบโต้ กับกระบวนการกินรวบประเทศ ควบคุมองค์กรอิสระ การทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อถามว่า จากนี้จะมีการลดเพดานการขับเคลื่อนเรื่องแหลมคมลงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีการเพิ่ม หรือลดเพดานอะไร เราคงเดินหน้าแบบที่เราทำมาตลอด ย้ำ แต่อยากให้มองว่า สิ่งที่ทำลายประเทศนี้คือการทำลายระบอบประชาธิปไตย และการทำลายเราที่ทำหน้าที่ในสภา เราไม่ได้ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงยืนยันว่าจะใช้อำนาจ ในฐานะ สส.ทำหน้าที่ต่อไป

ด้าน “นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า สำนวนคดีนี้มีถึง 44 คน 44 ข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานเยอะ และพยานบุคคล ที่จะขอหมายศาลเชิญเข้ามาให้ข้อมูล จึงอาจจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี แต่หวังว่าน่าจะได้รับความยุติธรรม เพราะเราโต้แย้งมาตลอดว่า กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. มิชอบ ส่วนกรณีนายสนธิญา สวัสดี จะไปร้องเพิ่มเติมนั้น นายสนธิญา ไม่ใช่คู่ความ คิดว่าศาลคงไม่รับ
หลัง “นายณัฐพงษ์” ยืนยันไม่มีการลดเพดาน แม้ศาลฎีกาจะประทับรับฟ้องในคดี 44 สส. พรรคก้าวไกล ลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 ในประเด็นฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จะทำอะไรที่เป็นเรื่องสุ่มเสียง หรือยังหาช่องทางแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 อีกหรือไม่

ส่วนอีกเรื่องที่หลายคนเกาะติดกันมานาน คือคดี “ฮั้ว สว.” โดยเริ่มมีความคืบหน้าของคดี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้ว สว. ว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยได้พิจารณาเสร็จสิ้นไป เมื่อประมาณปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา และส่งให้สำนักงาน กกต. เพื่อจัดทำเอกสารจัดเรียงให้เป็นหมวดหมู่ จัดระเบียบแยกเป็นข้อกล่าวหาต่าง ๆ ให้ทาง กกต.สามารถดูข้อมูลได้สะดวก เนื่องจากมีจำนวนมาก และเตรียมส่งให้ กกต.พิจารณาว่า จะส่งเรื่องไปดำเนินการขั้นตอนต่อไปหรือไม่ ซึ่งเท่าที่ได้รับรายงานมา ทราบว่าข้อมูลที่ต้องจัดเรียงนั้นมีมากกว่า 80,000 หน้า และคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้ จะสามารถจัดเตรียมข้อมูลดังกล่าวได้ครบถ้วน แต่ก็มีเอกสารบางส่วนที่ทยอยส่งให้ กกต. ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ไปบ้างแล้ว ซึ่งเฉพาะในส่วนของคำวินิจฉัยของอนุกรรมการฯ และอนุวินิจฉัย มีถึง 2,000 แผ่น ซึ่งได้ส่งให้ กกต.ไปแล้ว และเอกสารประกอบการพิจารณากำลังเตรียมทยอยส่งเพิ่มเติม คาดว่าจะส่งถึงมือ กกต.ได้ครบทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้
ส่วนกระแสข่าวที่ออกมาว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติว่าข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด และทำความเห็นเสนอต่อ กกต.ชุดใหญ่นั้น นายแสวง ยืนยันว่า ไม่ว่าชั้นอนุกรรมการคณะใดจะมีมติอย่างไร ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริง แม้แต่ตนก็ไม่ทราบ มีแต่ข่าวที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อย และปล่อยเพื่ออะไร ซึ่งจะแน่นอน คือ ต้องดูว่าข้อเท็จจริงหลังจาก กกต. พิจารณาแล้ว มีมติเป็นอย่างไร วันนี้มีแต่การพูดไปต่างๆ นานา ทั้งที่จริงๆ มันคือความลับ คนที่คิดว่ารู้ก็ไม่รู้ว่าเอาข้อมูลมาจากไหน ขนาดตนยังรู้จากหนังสือพิมพ์ บอกได้เพียงความคืบหน้าตอนนี้ว่าสำนักงานเตรียมส่งเอกสารทั้งหมดให้ กกต. ภายในสิ้นเดือนนี้ หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กกต. ว่าจะพิจารณาอย่างไร
ก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 คน ประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 คน ส่วนอีก 91 คน เป็นกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) สส. และสมาชิกพรรค ไม่มีมูลความผิดในคดี ทั้งนี้ ความเห็นส่วนนี้ของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว จะต้องถูกส่งไปยัง กกต.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยต่อไป ขณะที่ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่มี “ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก” รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน สรุปผลสอบกรณีการฮั้วเลือก สว. ปี 2567 โดยมีมติส่งเรื่องให้ กกต. พิจารณาดำเนินคดี ต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งสิ้น 229 คน
คงต้องรอดูว่า เมื่อเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่ จะมีบทสรุปออกมาอย่างไร ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่หลายคนรอบทสรุปอยู่ และจะมีผลทางการเมืองอยู่.
“ทีมข่าวการเมือง”



