จากกรณีเพจพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความตำหนิรัฐบาล กระทำการมิบังควร ที่ร่วมประชุมกรมป้องกันและบรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กับองคมนตรี ‘หัวหน้าเท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ผู้นำฝ่ายค้าน เปิดไมค์แถลงว่า การแสดงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ไม่ควรเอาตัวแทนหรือสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกๆ การตัดสินใจล้วนทั้งต้องมีการรับผิดและรับผิดชอบ

“หากมีการตัดสินใจผิดพลาด ก็อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบัน ผมและพรรค ปชน. เป็นห่วงจึงได้สื่อสารไปว่าการกระทำของนายกฯ อาจจะไม่มีความเหมาะสม เข้าใจดีว่าการประชุมที่มีองคมนตรีเข้าร่วมนั้นมีการดำเนินการมาแล้วหลายปี แต่ต้องถอยออกมาแล้วถามหลักการให้ตรงกัน ตัวนายกฯ อนุทินคิดว่าการกระทำของตัวเองนั้นถูกต้องหรือไม่”

“การจะใช้เหตุผลว่าการประชุมหรืออาจจะมาให้สติหรือแสดงความคิดเห็น หรือความเป็นห่วงก็ตามแต่ แต่ถ้ามาร่วมประชุมโดยตรง หากมีการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายใดๆ แล้วมีการผิดพลาดขึ้นมา ก็อาจจะกระทบกระเทือนต่อองคมนตรี ซึ่งอาจจะส่งผลสะเทือนโดยตรงต่อสถาบัน นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุด ต้องเป็นผู้รับสนองทุกอย่าง ต้องป้องกันไม่ให้สาธารณะมีข้อคิดเห็น คำวิจารณ์ใดๆ ที่อาจจะกระทบกระเทือนถึงสถาบัน คนเป็นนายกฯ นอกจากจะไม่ห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทาง ในการพยายามดันฟ้าให้ขึ้นสูง”

“หากผมเป็นนายกฯ หรือมีตัวแทนของพรรค ปชน. ก็จะวางบทบาทของเราให้มีความเหมาะสม หลีกเลี่ยงการประชุมที่ดึงตัวแทน หรือพระมหากษัตริย์มาประชุมเพื่อตัดสินใจดำเนินนโยบาย สิ่งที่นายกฯ ทำนั้นไม่เหมาะสม ไม่ควรจัดประชุมร่วมกันแบบนี้ การประชุมลักษณะนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2560 สมัยรัฐบาล คสช. ซึ่งอาจจะไม่ได้ใส่ใจไม่ได้เข้าใจหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมากนัก นี่เป็นการแสดงข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับหลักการในระบบการปกครองในบ้านเรา ถ้าผู้แทนไม่พูดในสิ่งที่ถูกต้อง น่าจะทำให้ประชาชนผิดหวัง” นายณัฐพงษ์ กล่าว

จากการแสดงความเห็นว่า นายกฯ ทำไม่เหมาะสม ทำเอา ‘นายกฯ หนู’ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ฉุน ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมกับองคมนตรี เป็นสิ่งที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปีแล้ว เป็นเรื่องปกติ และไม่ได้เป็นการประชุมอะไร เป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานทั้งหลาย ซึ่งตนก็เชื่อว่าคณะองคมนตรีแต่ละคนต้องไปรับผิดชอบดูแลประชาชนในส่วนของแต่ละภูมิภาค ก็มาขอและมารับทราบข้อมูล หลายท่านก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในแวดวงราชการมาก่อน ก็เรื่องที่ดีด้วย ที่ได้นำเสนอและรับฟังความเห็นของผู้ที่มีประสบการณ์อย่างล้นเหลือ

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ระบุว่าไม่อยากให้นายกฯ ดึงฟ้าต่ำ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่เคย มีแต่คนพูดเท่านั้น พยายามอยู่เรื่อย อย่าไปสนใจในเรื่องของโวหารและเจตนารมณ์ ประชาชนเข้าใจดีว่าเขาทำเรื่องนี้เพื่ออะไร ความเห็นทั้งหมดที่พูดมาก็ผิดหมด มันไม่ใช่การประชุม ไม่ใช่สั่งการ ไม่ได้ก้าวก่ายการทำงานของแต่ละภาคส่วน แค่นี้ยังไม่รู้เลยว่าการบริหารประเทศทำอย่างไร แล้วมาแค่นจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและวุฒิภาวะ”

นายกฯ หนู ยังตอบคำถามเรื่องที่ดินเขากระโดงว่า ย้ำว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตรงนั้น เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าประเด็นนี้จะกระตุกแขนกระตุกขานายกฯ นายอนุทิน กล่าวว่า “กระตุกผมน่ะเหรอ กระตุกจนมาอยู่ตรงนี้ กระตุกจนมาอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลนี่แหละครับ”

ภารกิจของนายกฯ วันที่ 21 พ.ค. คือ มอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล มี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 76 จังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารเมืองพัทยา และหน่วยงานด้านความมั่นคง เข้าร่วม

โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายตำรวจและฝ่ายปกครอง ร่วมกันทำงานแก้ปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และภัยจากผู้มีอิทธิพลที่คอยข่มเหงรังแกประชาชน ต้องทำงานอย่างจริงจัง อย่าทำเป็นพลุตะไล ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมา มีกระแส มีข่าวแล้วเราไปตอบสนองเป็นครั้งๆ ให้วางแผนล่วงหน้าในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรม ขอเพิ่มสโลแกนของกระทรวงมหาดไทย บำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพิ่มพิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล

สำหรับมาตรการห้ามพกอาวุธปืน สิ้นเดือน ก.พ.ปีหน้าจะหมด ก็ยังจะต่ออายุไปอีกว่าห้ามประชาชนพกปืน เพราะคงไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่ห้ามประชาชนพกปืนแล้วกลับมาให้ประชาชนพกปืนอีก พวกอยู่เหนือกฎหมาย มักจะเป็นโรคความจำเสื่อม เวลาพวกท่านไปดำเนินการจับกุม จัดการเขาจะชอบถามว่าคุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร ก็ให้จับกุม ปราบปรามให้สิ้นซากพวกความจำเสื่อม ตอนนี้จะเข้าเดือน 6 แล้ว ถึงแม้ฝนจะตกพรําๆ 2-3 เดือนนี้รู้กัน เดือน ก.ย.นี้ก็จะรู้ว่า ท่านเหมาะสมที่จะอยู่ตรงนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าว เป็นการส่งสัญญาณถึงการแต่งตั้งโยกย้าย

ความเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 เพื่อให้ได้ยกร่างฉบับใหม่ ‘หัวหน้าเท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า เราพยายามเรียกร้องหลักการ 3 ข้อ คือ 1. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 2. ไม่มีกระบวนการสร้างการผูกขาดอยู่กับพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง 3.ไม่เพิ่มอำนาจให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย แล้วอ้างว่าเป็นเจตจำนงของประชาชนนั้น ผมคิดว่าไม่ถูก ได้เห็นรายละเอียดของร่างภูมิใจไทยบ้างแล้ว ต้องบอกว่าขัดหลักการทั้ง 3 ข้อ เช่น การที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ร่างของพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีคูหาให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่าง กังวลว่าจะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับของประชาชนอย่างแท้จริง

กระบวนการในสภาสิ่งที่สำคัญคือการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ทำอย่างไรให้ร่างที่มองว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการมากที่สุดผ่านวาระ 1 เพื่อเข้าไปต่อรองกันในชั้นกรรมาธิการ ก่อนเข้าสู่วาระ 2 ตอนนี้เราคงไม่มีอำนาจไปต่อรองให้ใครมาเซ็น MOA ด้วย ทุกคนแสดงความเป็นห่วงว่าพรรคภูมิใจไทยค่อนข้างที่จะแผ่อิทธิพลได้ครอบคลุม ทั้ง สส. สว. และองค์กรอิสระ เราจะเอาข้อเรียกร้องสู่สาธารณะ หากร่างรัฐธรรมนูญที่จะผ่านสภาส่อให้เห็นว่า จะเป็นร่างที่ผูกขาดไม่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินคว่ำร่าง” (โหวตคว่ำได้ในการทำประชามติ)

ทำเอาคนภูมิใจไทยหัวร้อนอีกรอบ นายนิกร จำนง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงตอบโต้พรรค ปชน. ว่า “ไม่ว่าพรรคจะขยับหรือแสดงท่าทีอย่างไร ก็ถูกวิจารณ์ตลอด ฝ่ายค้านเคยกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีความจริงใจเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ผ่านคูหา ก็ต้องถามกลับว่าจะต้องให้ถูกคว่ำอีกสักกี่หน พรรค ปชน.มัวแต่ไปพิรี้พิไรจะให้เลือกตั้งโดยตรง ซึ่งขัดกับคำวินิจฉัยกฎหมายรัฐธรรมนูญ

เมื่อพรรคยื่นร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาเป็นร่างแรก กลับถูกวิจารณ์อีก ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคฝ่ายค้านอาจต้องการเพียงภาพทางการเมืองว่าได้เสนอแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลสำเร็จ ที่วิจารณ์ว่าแนวทางของภูมิใจไทยจะเปิดทางให้พรรคแกนนำรัฐบาลหรือพรรคภูมิใจไทยได้เปรียบ จริงๆ ระบบรัฐสภาใช้หลักเสียงข้างมาก พรรคฝ่ายค้านต้องยอมรับหลักการดังกล่าว หากพรรคใดมี สส. มาก ก็ย่อมมีอำนาจต่อรองมาก

รายละเอียดเรื่องสัดส่วนผู้ร่างรัฐธรรมนูญยังสามารถหารือกันได้ในชั้นกรรมาธิการ ที่พรรคฝ่ายค้านกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยเพิ่มอำนาจให้ สว. นั้น ข้อเท็จจริงคือ พรรคเสนอให้ลดเกณฑ์การเห็นชอบจากเดิม 1 ใน 3 ลงมาเหลือ 1 ใน 4 ซึ่งถือเป็นการลด ไม่ใช่เพิ่ม แต่ทำไมทุกข้อเสนอของพรรคจึงถูกตีความในทางลบ” นายนิกร กล่าว

ปิดท้ายที่เรื่องหวย ที่รัฐสภา นายบุญรวี ยมจินดา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมใจไทย รองประธานกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค แถลงว่า ได้เสนอเรื่องการเพิ่มเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล เข้าที่ประชุม กมธ. จากนี้จะต้องมีการตั้งกรรมการกลั่นกรองเรื่องร้องเรียนขึ้นมา ก่อนนำเรื่องนี้ไปพิจารณาและส่งเข้าที่ประชุมสภาต่อไป จากข้อมูล แต่ละงวดจะมีการผลิตสลากกินแบ่ง 100 ล้านฉบับ ต้นทุนการจำหน่ายใบละ 67 บาท 100 ล้านฉบับ มีรายได้เข้ามาประมาณ 6,700 ล้านบาท ส่วนรางวัลมีทั้งหมด 1.4 ล้านรางวัล

ส่วนที่ไม่ถูกรางวัลจะมีมากถึง 98.5 ล้านกว่าใบ ควรเอากำไรไปเพิ่มเงินรางวัล รางวัลที่ไม่ได้เพิ่มมา 10 กว่าปี ก็ควรจะได้เพิ่ม รางวัลที่หนึ่ง 6 ล้านบาทก็เพิ่มเป็น 10 ล้านบาท รางวัลเลขท้าย 2 ตัว จาก 2,000 บาทก็ควรเพิ่มเป็น 5,000 บาท เลขท้าย 3 ตัว 4,000 บาทก็เพิ่มเป็น 10,000 บาท ก็ต้องหารือกับกองสลาก คณะกรรมการบริหารกองสลาก ให้เห็นใจประชาชนบ้าง.

“ทีมข่าวการเมือง”