นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าปัจจุบัน โครงการนมโรงเรียนมีการอนุมัติงบประมาณปีละประมาณ 14,000 ล้านบาท แต่มีการใช้งบไม่เต็มวงเงิน เนื่องจากจำนวนนักเรียนลดลงมาก และลดลงทุกปีเงินงบประมาณใช้ไปเพียงหมื่นล้านสำหรับการให้เด็กไทยได้กินนม ดังนั้นการขยายสิทธิ์ให้ถึงระดับ ม.3 จึงจะเป็นการส่งเสริมโภชนาการของเด็กนักเรียน และสร้างความมั่นคงให้กับระบบโคนมของประเทศ ซึ่ง ไม่เกินส้นเดือนก.ค.2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาขยายสิทธิ์โครงการนมโรงเรียนให้ครอบคลุมนักเรียนถึง ม. 3 กินนมฟรี จากปัจจุบันนักเรียนกินนมฟรีถึงแค่ ป.6 ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะดีต่อสุขภาพเด็กนักเรียน ยังช่วยระบายผลผลิตน้ำนมดิบและพยุงรายได้เกษตรกร
นอกจากนี้ปัญหาที่กระทบจากการจัดสรรโควตาที่อาจยังไม่สมดุล หลังจากผลักดันพระราชบัญญัติโคนมฉบับใหม่ ซึ่งผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว และเหลือเพียงการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อมีผลบังคับใช้จะสามารถดำเนินการปรับโครงสร้างการบริหารและการจัดสรรโควตาได้ทันที คาดว่าจะทันต่อการจัดสรรโควตานมโรงเรียนในรอบถัดไป
ขณะนี้รอเพียงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)โคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ.2551 ประกาศในราชกิจจา และมีผลโดยสมบูรณ์ก่อน ก็สามารถเร่งดำเนินเคาะโควตานมโรงเรียน ซึ่งเชื่อว่าประมาณเดือนก.ย.โควตาใหม่ล่าสุดจะเคาะออกมาอย่างเป็นทางการ เพราะพ.ร.บ.นมใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นประะานโดยตำแหน่ง จากปัจจุบันปลัดเป็นประธานรัฐมนตรีจะเข้าไปยุ่งไม่ได้มากนัก
ทั้งนี้ จะมีการเสนอให้ทบทวนระบบจัดสรรโควตานมโรงเรียนใหม่ หลังจาก ครม. เห็นชอบในหลักการ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนโควตาให้กับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ซึ่งปัจจุบันได้รับโควตาเพียง 10.09 % ถือว่าน้อยมากกับองค์กรที่อยู่ใกล้ชิดเกษตรกร และยังต้องแบกนมเกิน MOU มาหลายปี ขณะที่ภาคเอกชนได้รับสัดส่วน 38.49% ขณะที่สหกรณ์ได้โควตาสัดส่วน 48.98%
“ปัญหานมล้น ราคาตกต่ำมีมาตลอด พร้อมกับภาระที่อ.ส.ค.กำลังประสบอยู่ จำเป็นต้องฟืื้นฟูกิจการ อาจจะเริ่มจากขยายสิทธิ์ กินนมฟรี เพิ่มโควตานมโรงเรียนให้อ.ส.ค. ระบายนมค้างสต็อก ตัดขายทรัพย์สินที่เป็นภาระ ค่าเช่าที่ไม่จำเป็นต้องยกเลิก และเร่งใช้หนี้ให้เกษตรกร ทั้งหมดจะดำเนินการผ่านแผนฟื้นฟู ที่กำลังจะดำเนินการเสร็จในเร็ววันนี้”



