บางคนคงเคยเห็นภาพเลือดในหลอดที่จะตรวจ พบชั้นสีขาวเหมือนไขมันหมูอยู่ชั้นบน ซึ่งภาพนี้เกิดขึ้นได้จริง เกิดจากการมี ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก โดยมักพบเมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยทั่วไป ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่เหมาะสมควร ไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 200–499 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่ามีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ถือว่าสูงมาก หากสูงเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เลือดอาจมีลักษณะขาวขุ่นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะไขมันในเลือดสูงระดับรุนแรง

ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมาก  สามารถกระตุ้นให้เกิด ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ หลายคนเข้าใจว่าไขมันในเลือดสูง  เกิดจากการกินของมันเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว การรับประทานน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสีมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการ ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้เป็นไตรกลีเซอไรด์ซึ่งสะสมไว้ในตับ และปลดปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น อาหารที่ควรระวัง ได้แก่ ข้าวขาว  ขนมปังขาว  ขนมเบเกอรี่ต่าง ๆ เช่น เค้ก คุกกี้ โดนัท บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นพาสต้าทั่วไป น้ำผลไม้  เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทราน สามารถกระตุ้นให้ตับสร้างไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น เช่น  เนื้อสัตว์ติดมัน หนังหมู หนังไก่ หนังเป็ด ไส้กรอกและเนื้อสัตว์แปรรูปต่าง ๆ กะทิ  น้ำมันปาล์ม  น้ำมันมะพร้าว เนยเทียม  ครีมเทียม  เบเกอรี่บางชนิด  อาหารทอดที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ๆ  อาหารฟาสต์ฟู้ด

นอกจากนี้ ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงยังอาจเกิดจากพันธุกรรม โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคอ้วน โรคไตวาย ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ รวมถึงยาบางชนิด เช่น ฮอร์โมนเพศ สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยากดภูมิคุ้มกัน และยารักษาสิวบางชนิด ความที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แนวทางเวชปฏิบัติของประเทศไทยจึงแนะนำให้ประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจคัดกรองภาวะไขมันผิดปกติในเลือด แม้จะไม่มีอาการก็ตาม  การตรวจร่างกาย มักประกอบด้วย ระดับไตรกลีเซอไรด์  โคเลสเตอรอลรวม โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ซึ่งสามารถนำไปคำนวณหาระดับโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ได้

การลดไตรกลีเซอไรด์ เริ่มได้จากการปรับพฤติกรรม   ลดอาหารหวานและคาร์โบไฮเดรตขัดสี เลือกข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต ถั่ว และพืชหัว ลดน้ำตาลให้ไม่เกิน 10%  ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทราน เพิ่มการรับประทานปลาที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ปลาอินทรี และปลาช่อน หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หากมีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักอย่างน้อย 5–10%  ของน้ำหนักตัว ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

แม้ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงจะไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่หากปล่อยให้ระดับไขมันสูงมาก อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การตรวจสุขภาพเป็นประจำ ควบคู่กับการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก จะช่วยลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

( ขอบคุณข้อมูลจาก : รศ.พญ. เมตตาภรณ์ พรพัฒน์กุล ประธานทีมนำทางคลินิก (clinical lead team) ในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน และ อาจารย์หน่วยต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. )