พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่าเมื่อวันที่ 20 พ.ค.69 สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณามีมติรับพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 พ.ศ. … วาระที่ 1 ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งเป็นกฎหมายค้างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว
เมื่อมีการยุบสภา รัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ยืนยันตามกำหนด และรัฐสภาได้เห็นชอบ ส่วนตัวในฐานะอดีตรมว.ยุติธรรม ได้เสนอการพิจารณายกเลิกกฎหมายฉบับดังกล่าวเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐบาลได้เสนอสภาผู้แทนราษฎรที่กล่าวมาแล้ว เห็นว่าเป็นการสร้างระบบนิติธรรมที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หลักสากล และสอดคล้องกับความจริงทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
ประการแรก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดคือพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 วิธีการกำหนดให้เป็นโทษทางอาญาสำหรับผู้ซึ่งไม่สามารถชำระเงินตามเช็คได้ อันเป็นการนำโทษทางอาญามาใช้บังคับกับการผิดนัดทางแพ่ง ซึ่งพฤติการณ์นี้ไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้พึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรงเท่านั้น และไม่สอดคล้องกับข้อ 11 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งกำหนดชัดเจนว่า บุคคลจะถูกจำคุกเพียงเพราะเหตุว่าไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญามิได้ สมควรยกเลิกกฎหมายว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับผิดทางอาญาโดยไม่สมควรอีก

ประการที่ 2 การใช้เช็คทวงหนี้ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 13 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมดังต่อไปนี้ (2) การเสนอหรือจูงใจให้ลูกหนี้ออกเช็คทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชําระหนี้ได้”
ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว จะต้องระวางโทษตามมาตรา 39 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในเมื่อกฎหมายทวงถามหนี้ลงโทษเจ้าหนี้ที่ใช้เช็คเป็นเครื่องมืออย่างไม่เป็นธรรมแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเก็บกฎหมายเช็คปี 2534 ไว้
ประการที่ 3 การยกเลิกโทษอาญา สอดคล้องกับหลักอาชญาวิทยาที่ว่า ความผิดเรื่องเช็คเด้งนั้น ตรงกับคำในอาชญาวิทยาว่า Mala prohibita คือ ”เป็นความผิดเพราะกฎหมายห้ามและกำหนดโทษไว้“ ไม่ใช่ความผิดประเภท Mala in se ซึ่งหมายถึง “ความผิดที่เป็นสิ่งชั่วร้ายในตัวเองหรืออาชญากรรมโดยแท้” และพ.ร.บ.ความผิดว่าด้วยการใช้เช็คเดิมก็ไม่ได้แยกแยะชัดเจนระหว่างผู้จนมุมทางธุรกิจกับผู้ทุจริตหรือโกง ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่สุจริตแต่ขาดสภาพคล่องชั่วคราวต้องกลายสภาพเป็นอาชญากรและต้องติดคุก ซึ่งขัดกับหลักความยุติธรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ หากผู้สั่งจ่ายเช็คมีพฤติกรรมตั้งใจหลอกลวง หรือมีเจตนาทุจริตฉ้อโกงมาตั้งแต่แรก สามารถปรับเข้ากับความผิดอาญาฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาได้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎหมายเช็คฉบับนี้
ร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดบทเฉพาะกาลไว้ (มาตรา 6) โดยให้กรมราชทัณฑ์มีอำนาจปล่อยตัวผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกในความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คโดยเร็วและทันทีภายในวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ โดยไม่ต้องรอหมายปล่อยจากศาล และแจ้งให้ศาลทราบ รวมถึงให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการคุมประพฤติหรือการพักการลงโทษ พ้นจากการคุมประพฤติหรือการพักการลงโทษโดยทันทีตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 20 พ.ค.69 ผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งประเทศ จำนวน 327,478 ราย เป็นผู้ต้องขังตามคดีเช็ค 555 ราย ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติที่เป็นธรรมและมีมนุษยธรรมอย่างแท้จริง
.



