พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กรรมการ กสทช.) เปิดเผยถึงกรณีสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม มีคำชี้ขาด ว่าดาวเทียม ไทยคม 7 และไทยคม 8 ของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ไม่ได้อยู่ภายใต้สัญญาสัปทาน ตามที่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ฟ้องร้อง ว่า เมื่ออนุญาโตฯ มีคำชี้ขาดดาวเทียมทั้งสองดวงอยู่ในระบบใบอนุญาตของสำนักงาน กสทช. ก็เป็นหน้าที่ กระทรวงดีอีเอส ที่ต้องยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาล หากเห็นแย้งเพื่อให้ศาลตัดสิน
“ต่อจากนี้ทาง กสทช.ก็ต้องทำตามคำสั่งอนุญาโตฯ จนกว่าจะมีคำสั่งศาลออกมา หรือเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามที่แผนแม่บทสิทธิวงโคจรดาวเทียมแห่งชาติได้กำหนดไว้ ขณะเดียวกันทางไทยคม ก็ต้องมาดำเนินการ ขอสิทธิวงโคจรกับ กสทช.ตามเดิม หลังจากที่ดีอีเอสขอให้ กสทช.มอบสิทธิให้ดีอีเอสไปก่อนจนกว่าอนุญาโตฯ จะมีคำตัดสิน”
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการประมูลดาวเทียมที่มีขึ้นในช่วงปลายเดือน ธ.ค. นี้ ยืนยันว่าเรื่องนี้ จะไม่ทำให้การดำเนินงานสะดุดลง เนื่องจากการประมูลไม่ได้นำสิทธิการเข้าใช้วงโคจรของ ไทยคม 7 และ 8 มาประมูล เพราะยังมีการใช้งานอยู่ ส่วนดาวเทียมที่นำมาประมูลคือ สิทธิที่ว่างอยู่ หรือที่หมดไปแล้ว เช่น ไทยคม 5 ฯลฯ ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกันในการนำดาวเทียมมาประมูลช่วงปลายปีนี้ จึงยังคงดำเนินกาารตามแผนเดิมอยู่
“ที่ผ่านมากระทรวงดีอีเอส ยืนยันตลอดว่า ดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 อยู่ภายใต้สัปทาน ซึ่งทำให้ทาง กสทช. เห็นตามหลักการเดียวกัน จนถูกเอกชนฟ้องร้องต่อศาลปกครองด้วย แต่ศาลฯ บอก อย่างเพิ่งไปตัดสินเช่นนั้น ให้รอคำสั่งศาลหรือคำสั่งจากอนุญาโตตุลาการก่อน ก็เหมือนเป็นการคุ้มครองให้กับ บริษัท ไทยคม เพียงชั่วคราว เมื่อคำสั่งอนุญาโตตุลาการออกมาแบบนี้ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงดีอีเอสต้องร้องต่อศาลให้ตัดสินต่อไป”
ด้านแหล่งข่าวกระทรวงดีอีเอส กล่าวว่า กระทรวงฯอาจต้องขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้อัยการคัดค้านคำตัดสินของอนุญาโตฯ และดำเนินการฟ้องร้องศาลปกครองต่อไป คาดว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ อาจใช้เวลามากกว่า 10 ปี เพราะที่ผ่านมาไม่มีภาครัฐไหนที่ยอมรับคำตัดสินและไม่ฟ้องร้องต่อ ซึ่งเชื่อว่าศาลอาจจะยึดตามคำตัดสินของอนุญาโตฯ ที่เป็นเอกฉันท์.



