คุณจุ๋ย ปูพื้นฐานชีวิตในวัยทำงานว่า  ตอนแรก ๆ มีความคิดความฝันอยากเป็น “นักการทูต” แต่พอเรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ  มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผันมาร่วมหุ้นกับเพื่อนสนิทเปิดแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประดับของสุนัข  จากนั้นมาจับธุรกิจหลายด้านทั้งการร่วมหุ้นกับเพื่อนทำ  “ปูดอง อันยอง” และล่าสุดร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนกับเพื่อนทำธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้าชุดไปงาน ชื่อ  ร้าน  WHIZV ส่วนงานการรับเชิญเป็น “เซเลบริตี้”  หรือแขกคนสำคัญในงานอีเวนต์ต่าง ๆ นั้น เจ้าตัวบอกว่าเริ่มต้นในช่วงใกล้ ๆ จะเรียนจบมหาวิทยาลัยโดยมี คุณเฟม-ม.ล.ทรงลักษณ์ สวัสดิวัตน์ ซึ่งเป็นญาติ ชวนไปร่วมงานอีเวนต์ที่เกี่ยวกับอาหารด้วยกัน แต่งานที่ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่มีคนรู้จักมากขึ้นคือการรับเลือกเป็นสาว “เดบูตองส์” ในงาน  “เอ็มโพเรียม เลส์ เดบูตองส์ ออง โบเต”

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา กระทั่งถึงวันนี้  คุณจุ๋ยให้มุมมองแง่มุมการเป็นเซเลบริตี้ว่า “คำว่า เซเลบริตี้ที่ได้มา หรือรับเชิญไปงาน รู้สึกเป็นเกียรติกับตัวเองมาก เพราะทุกคนให้เกียรติเรามาก ๆ  จริง ๆ จุ๋ยมองว่า เซเลบริตี้ไม่ใช่อาชีพนะ เป็นการที่คนเชิญเราไปร่วมงาน เขาให้เกียรติเรามากกว่า ถ้าถามเรื่องเสน่ห์ของการเป็นเซเลบริตี้ มีคนเรียกว่าหนูว่าเป็น “เซเลบริตี้” หรือเซเลบหลาย ๆ ครั้งหนูใช้พื้นที่ตรงนี้สื่อสารเพื่อช่วยงานการกุศล เพื่อประโยชน์ส่วนรวมถือเป็นการช่วยเหลือกัน เช่นงานบริจาคโลหิตและอีกหลายคนตามแต่เราจะช่วยได้ สมัยเด็ก ๆ  คิดแค่ว่าไปร่วมงานแบบสนุก แต่พอโตขึ้นมา เลือกงานที่เหมาะกับเราและชอบจริง ๆ โดยหลักการเข้าร่วมงาน เราต้องเตรียมเสื้อผ้าที่ตรงธีมงาน หน้าผมเราก็ดูแลให้ดี เหมือนเป็นการให้เกียรติเจ้าของงาน ส่วนเรื่องเวลานี่สำคัญมาก ต้องรักษาเวลาให้ดี 10 กว่าปีแล้วที่จุ๋ยอยู่ตรงนี้ ถือว่าสัจจะเป็นสิ่งสำคัญ รับปากไปต้องไปจะไม่ยกเลิกงาน ยกเว้นมีเรื่องอุบัติเหตุสำคัญจริง ๆ เพราะการได้มีประสบการณ์แบบนี้ ทำให้เราได้ดูแลตัวเองในรอบด้าน”

คุณจุ๋ย ยังสะท้อนตัวตนและพลังความคิดบวกด้วยว่า “ทุกคนมองภาพว่า จุ๋ยเกิดมาสบาย จริง ๆ ไม่ใช่แบบนั้น จุ๋ยรับผิดชอบทุกอย่าง เป็นมนุษย์ปกติที่ทำงานหนักเหมือนทุกคน เพราะเราอยากดูแลทุกคนในครอบครัว จุ๋ยมีความรู้สึกมองอีกมุมหนึ่งว่า จุ๋ยโชคดีที่ได้ทำหน้าที่ดูแลทุกคนในครอบครัวจุ๋ยเป็นคนแคร์คน แบบเดอะแบก อยากให้ทุกคนรอบข้างมีความสุข ส่วนเรื่องมุมมองคิดบวกจุ๋ยคิดว่า ตัวเองและความคิดของตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต่อให้คนรอบข้างมานั่งพูดให้เราหลุดพ้นจากทุกข์ แต่ถ้าเราไม่คิดได้เอง ไม่มีทางจะพ้นทุกข์ได้ การคิดบวกทำให้เรามีกำลังใจสู้ปัญหา ทำให้ใจเบาลง และมีช่องทางในการแก้ไขปัญหาได้ บางทีเราท้อ เรามองว่าตัวเรามีแต่ปัญหา ทั้งที่จริงทุกคนมีปัญหาเหมือนกัน เราต้องมองโลกอีกมุมหนึ่ง บางทีท้อมาก ไม่ได้เป็นการบูลลี่คนอื่นนะคะ แต่เราต้องมองคนที่แย่กว่าและมีปัญหาหนักกว่าเรา จุ๋ยว่ายิ่งโตยิ่งรู้ว่าความสุขคือ คำว่า “เราพอหรือเปล่า” ถ้าพอแล้วก็โอเคแล้ว ความสุขของจุ๋ยทุกวันนี้เรียบง่ายมาก แค่ตื่นมามีข้าวกิน มีเพื่อนดี ๆ อยู่รอบข้าง มีครอบครัวที่น่ารัก มีน้องหมา หรือคิดว่าชีวิตมนุษย์พบปัญหาทุกวัน แค่วันนี้เราแก้ปัญหาได้ จุ๋ยว่า โอเคแล้ว”.

เรื่อง : แก้วใจ