เป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ในการประชุมบอร์ด กสทช. ในวันนี้ (12 ต.ค.) เมื่อมีวาระพิจารณาเรื่อง การลงมติกรณีการควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (มหาชน) หรือดีแทค

ซึ่งในช่วงเข้าก่อนการประชุม ได้มีกลุ่มผู้บริโภค และ กลุ่มเครือข่ายแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที พร้อมสมาชิกจำนวนประมาณ 40 คน ได้เข้ายิ่นหนังสือเพื่อคัดค้านการควบรวมครั้งนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม หลังการประชุมบอร์ดเสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ที่ประชุมบอร์ด ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ในการตัดสินเรื่องนี้ โดยได้นัดประชุมวาระพิเศษในวันที่ 20 ต.ค.นี้

เหตุผลอะไรที่ต้องยืดเวลาไปวันที่ 20 ต.ค. แนวทางการประชุมจะเป็นอย่างไร และเรื่องนี้จะจบได้มั้ย มีคำตอบจาก นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ที่ปรึกษาประธาน กสทช. และอดีต กสทช.

นพ.ประวิทย์ บอกว่า สาเหตุที่ต้องเลื่อนการพิจารณาลงมติออกไป เป็น วันที่ 20 ต.ค. เพราะบอร์ด กสทช.ต้องการดูผลศึกษาฉบับเต็ม ของที่ปรึกษาต่างประเทศที่สำนักงาน กสทช.ได้ว่าจ้าง คือ บริษัท SCF Associates ก่อน เพราะที่ส่งมาในตอนแรกเป็นผลสรุปสั้นๆ ซึ่งทางบอร์ดบางท่านเห็นว่าข้อมูลฉบับเต็มอาจเป็นข้อมูลที่มีสาระสำคัญ ถ้าลงมติไปก่อน อาจเกิดความไม่รอบคอบ ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการใช้ดุลพินิจ จึงควรรอข้อมูลก่อน ซึ่งบอร์ดทุกท่านก็เห็นด้วย จึงได้นัดประชุมนัดพิเศษ วันที่ 20 ต.ค.

“การประชุมในวันที่ 20 ต.ค. เป็นวาระพิเศษ มีแต่เรื่องควบรวมวาระเดียว จึงสามารถถกกันได้เต็มที่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาหลายชั่วโมง โดยข้อมูลต่างๆครบถ้วนแล้ว เหลือแต่การใช้ดุลพินิจของกรรมการลงมติเท่านั้น และเชื่อว่าเรื่องนี้จะจบได้ข้อยุติในวันนั้น เพราะไม่มีเหตุที่จะไม่จบ เพราะหากข้อเท็จจริงครบถ้วน ก็สิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว ขณะที่เรื่องข้อ ก.ม. ได้ข้อสรุปจากศาลปกครอง และคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว คงไม่มีจากหน่วยงานไหนอีกแล้ว คงได้มติออกมาทางใดก็ทางหนึ่ง”

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

นพ.ประวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณากันในวันนั้น ก็ คือ อำนาจตามกฎหมาย หากอำนาจตามกฎหมายเป็นแค่รับทราบ แนวโน้ม ก็คือบอร์ดก็อนุญาตไฟเขียวให้ควบรวม เพราะแค่รับทราบ แต่กำหนดมาตรการเฉพาะออกมาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อตลาดและผู้บริโภค

 แต่ถ้ามีมติว่ามีอำนาจ ก็ต้องมาพิจารณาว่าจะอนุญาต หรือไม่อนุญาต ซึ่งหากอนุญาต ก็ต้องมาดูผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยมาตรการต่างๆได้หรือไม่ ผลกระทบน้อยเป็นประโยชน์มากกว่า ก็อาจจะอนุญาตแบบมีเงื่อนไข  แต่หากใช้ดุลพินิจแล้วเห็นว่ามาตราการที่กำหนดไม่เพียงพอ ไม่มีประสิทธิภาพในการปกป้องประโยชน์สาธารณะ ก็อาจจะไม่อนุญาตให้ควบรวม ซึ่งต้องไปดูรายละเอียดมาตรการต่างๆ ที่ สำนักงานเสนอฯต่อบอร์ดว่ามีอะไรบ้าง

ซึ่งหากข้อเสนอเงื่อนไขไม่เพียงพอ กรรมการ จะเสนอเพิ่มหรือไม่ ถ้าเสนอแล้วเพียงพอก็อาจจะอนุญาต แต่หากเสนอแล้วยังไม่เพียงพอก็อาจจะไม่อนุญาต แต่ประเด็นสำคัญคือเรื่องอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเข้าใจว่าในการประชุมบอร์ดวันนี้ (12 ต.ค. 65) คงมีการถกเถียงกันในเรื่องนี้ ซึ่งกรรมการแต่ละคนคงให้ความเห็นว่า มีอำนาจหรือไม่มีอำนาจ แต่คงไว้ลงมติทีเดียวในวันที่ 20 ต.ค.นี้

“การตัดสินของ กรรมการ กสทช.ครั้งนี้ จะเป็นการเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันตลาดมือถือของไทย ซึ่งคงเป็นเรื่องกดดันในระดับหนึ่ง แต่ สิ่งที่กดดันมากกว่า คือ เรื่องคดีที่จะตามมา เพราะสมมุติในกรณี กสทช. เห็นว่าตนเองมีอำนาจในเรื่องนี้  แต่ฝั่งที่เห็นว่า กสทช. ไม่มีอำนาจ ก็อาจจะไปฟ้องว่า กสทช.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ ในทางกลับกัน หาก กสทช.เห็นว่าตนเองไม่มีอำนาจตัดสิน ทางฝั่งที่เห็นว่า กสทช. มีอำนาจ ก็อาจฟ้อง กสทช. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ เรียกง่ายๆว่า หลีกเลี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีค่อนข้างยาก จึงเป็นเหตุให้ต้องละเอียดรอบคอบ ศึกษารายงานต่างๆ เพื่อใช้ยืนยันในชั้นศาลได้”

สำหรับการลงมติคะแนนจะต้องใช้คะแนนเสียงข้างมาก ถ้ามบอร์ดมี 5 ท่าน ก็ต้องมีคะแนน 3 ใน 5 เสียงขึ้นไป ตอนนี้ทางเอกชนก็ส่งหนังสือเร่งรัด กสทช.ตลอด ถ้ายังหาเหตุที่จะไม่ลงมติอีก ก็อาจจะเป็นปัญหา หรือ ข้อกังขาได้ ซึ่งในประเด็นข้อกฎหมาย ตามข้อเท็จจริง กรรมการทั้ง 5 ท่าน มีอำนาจพิจารณา ซึ่งในวันที่ 20 ต.ค.นี้ น่าจะชี้ขาดได้เลย

และกรรมการทุกท่านอยากเร่งพิจารณาเรื่องนี้ให้เสร็จ ไม่มีความประสงค์จะยืดเวลาออกไป แต่ต้องรอเอกสารจากต่างประเทศ ให้ครบถ้วนเพื่อไม่ให้ตกหล่นเท่านั้น.