สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ว่า สำนักงานคณะเสนาธิการทหารร่วมของยูเครนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี ว่า ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงล่าสุด กองทัพรัสเซียปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในเมืองมากกว่า 40 แห่งของยูเครน ขณะที่กองทัพยูเครนโจมตีโต้กลับเป้าหมายอย่างน้อย 25 แห่ง ที่เป็นของกองทัพรัสเซีย


ทั้งนี้ หนึ่งในเมืองซึ่งตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีหนักหน่วงที่สุด คือเมืองมิโคลาอิฟ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ริมชายฝั่งทะเลดำ และเป็นหนึ่งในอู่ต่อเรือสำคัญของยูเครน


สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงวันเดียว หลังที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) มีมติเสียงข้างมาก 143 เสียง รับรองมติซึ่งเสนอโดยสหรัฐและพันธมิตร “ประณามความพยายามที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัสเซีย” ในการผนวกรวมภูมิภาค 4 แห่งของยูเครน ได้แก่ โดเนตสก์ ลูฮันสก์ ซาโปริชเชีย และเคียร์ซอน ผ่านการลงประชามติของประชาชนในพื้นที่ เมื่อปลายเดือนที่แล้ว

นายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต ทักทายกับ พล.อ.ลอยด์ ออสติน รมว.กลาโหมสหรัฐ ก่อนเริ่มการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมนาโต ที่กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งประเด็นสำคัญของการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน


ในอีกด้านหนึ่ง นายอเล็กซานเดอร์ เวเนดิกทอฟ รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของรัสเซีย กล่าวกับสำนักข่าวทาสส์ของรัฐบาลมอสโก ว่าเป็นที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการวางตัวของฝ่ายตะวันตก ในการ “มีส่วนร่วมโดยตรง” ต่อความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน รวมถึงกรณีขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่หากอนุมัติให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิก นั่นหมายถึง “เส้นทางสู่สงครามโลกครั้งที่สาม”


อนึ่ง ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ยื่นเอกสารต่อนาโต เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา เพื่อขอให้มีการพิจารณารับเข้าเป็นสมาชิก หรือประมาณครึ่งปี หลังการนำรัฐบาลเคียฟสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู).

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES