สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ว่า โบเวน กล่าวในแถลงการณ์ว่า การร่วมลงนามในปฏิญญา จะทำให้ออสเตรเลียเข้าร่วมกับประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรรายใหญ่ของโลกที่เหลือ รวมถึงสหรัฐ, บราซิล และอินโดนีเซีย ในการบ่งชี้โอกาสที่จะลดการปล่อยมลพิษ ในภาคส่วนที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยากนี้
นอกจากนี้ โบเวนกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางรัฐบาลจะยังคงร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในการเอาคาร์บอนออกจากเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคพลังงานและของเสีย ตลอดจนการกักเก็บก๊าซมีเทนจากของเสียเพื่อผลิตพลังงานอีกด้วย
Methane is 84 times more potent than C02 over 20 years.
— Chris Bowen (@Bowenchris) October 23, 2022
There are 122 countries pledged to working together to reduce global methane emissions by 30% by 2030.
Australia isn’t one of them.
Until now.
Glad to announce that the @AlboMP Gov is signing the methane pledge pic.twitter.com/eHSOfPtior
การลงทุนของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือปฏิญญาจะรวมถึงเงิน 3,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 72,250 ล้านบาท) จากกองทุนการฟื้นฟูแห่งชาติมูลค่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 570,000 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีการปล่อยมลพิษต่ำและการผลิตส่วนประกอบ รวมถึงการลดก๊าซมีเทนทางการเกษตร
“ผลจากการลงนามในปฏิญญา รัฐบาลออสเตรเลียจะไม่ออกกฎหมาย หรือมุ่งเสนอให้มีการตั้งหรือจัดเก็บภาษี เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากปศุสัตว์” โบเวน กล่าว
ทั้งนี้ ความพยายามดังกล่าวที่นำโดยสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ให้คำมั่นว่า จะลดการปล่อยก๊าซมีเทน 30% ภายในปี 2573 ซึ่งในขณะนี้ ความพยายามครอบคลุม 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และ 30% ของการปล่อยก๊าซมีเทนทั่วโลกแล้ว
“แคนาดา ซึ่งมีเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกับเรามาก, บราซิล, อาร์เจนตินา, นิวซีแลนด์ และอียู ต่างลงนามร่วมกัน มันจึงเป็นเรื่องเหมาะสมที่ออสเตรเลียจะเข้าร่วมด้วย” โบเวน กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเมืองซิดนีย์.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



