สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการประชุมประจำปีของกลุ่มสนับสนุนแนวคิดอนุรักษนิยม (Conservative Political Action Conference) หรือ CPAC 2026 ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในเมืองเกรปไวน์ รัฐเท็กซัสว่า เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำที่เคยประกาศกร้าวว่าจะยุติสงครามระหว่างการหาเสียง กลับงดมาร่วมงานเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษเพื่อบัญชาการการรบในสงครามอิหร่าน ขณะที่เริ่มเกิดรอยร้าวในหมู่ผู้สนับสนุน “มากา” (MAGA : Make America Great Again) อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะประเด็นการส่งทหารอเมริกันบุกภาคพื้นดินที่สร้างความกังวลไปทั่ว

เอริก ปรินซ์ อดีตซีอีโอของบริษัททหารรับจ้างแบล็ควอเตอร์ ได้ออกมาเตือนอย่างรุนแรงบนเวทีว่า “คุณจะได้เห็นภาพเรือรบอเมริกันถูกไฟคลอกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และผมไม่คิดว่าผู้คนจะเตรียมใจรับเรื่องนั้นได้จริงๆ” ขณะที่ฝั่งนักการทูตและที่ปรึกษาคนสนิทของประธานาธิบดีทรัมป์อย่าง ริก เกรเนลล์ กลับพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่า “อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราจะมองย้อนกลับไปและพูดว่า ขอบคุณพระเจ้าที่เราได้แก้ไขปัญหานี้เสียที อิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามอีกต่อไป” 

ความเห็นที่สวนทางกันนี้สะท้อนถึงความสับสนภายในกลุ่มสนับสนุนแนวคิดอนุรักษนิยมว่า สงครามครั้งนี้จะนำไปสู่ชัยชนะหรือหายนะกันแน่ ท่ามกลางความกังวลและขัดแย้งนี้ ผู้สนับสนุนรุ่นใหญ่บางส่วนยังคงสนับสนุนแนวคิดการทำสงครามของทรัมป์ เช่น ดีแอนนา เอเวอเรตต์ วัย 87 ปี กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ฉันรักแนวคิดนี้ มันเหมือนเหตุการณ์ในคัมภีร์ไบเบิลเลย เขาหวังว่าความดีจะชนะความชั่ว และพวกเขา (คนอิหร่าน) จะได้ประเทศของเขากลับมาเป็นเหมือนเมื่อก่อน”

ส่วน เจมส์ บอสเลอร์ วัย 65 ปี ที่มองเห็นโอกาสที่จะยุติสถานภาพศัตรูคู่แข่งระหว่างสองประเทศที่มีมาตั้งแต่คดีวิกฤตตัวประกันในอิหร่านปีค.ศ. 1979-1981 ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่เคยฟื้นตัวได้เลย “มันถึงเวลาที่จะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว” เขากล่าว “และถ้าคุณสามารถทำอะไรบางอย่างได้จริงๆ และ… สามารถควบคุมน้ำมันได้ดีขึ้น นั่นจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก” ซึ่งสอดคล้องกับรายงานที่ว่าทรัมป์มีแผนจะเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพื่อบีบให้คู่สงครามยอมจำนน

ในทางกลับกัน คนหนุ่มสาวในกลุ่มมากากลับเริ่มตั้งคำถามถึงอุดมการณ์เดิม เช่น จอห์น คริสตี นักศึกษาวัย 19 ปี ซึ่งเห็นอกเห็นใจชะตากรรมของชาวอิหร่าน ยืนยันว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนสงครามที่ขัดกับหลักการพื้นฐานได้ โดยกล่าวว่า “ผมสนับสนุนเสรีภาพ แต่การสู้เพื่อเสรีภาพในต่างแดนดูเหมือนจะเป็นข้อตกลงของปิศาจ… ผมไม่สามารถสนับสนุนอะไรก็ตามที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอเมริกาเป็นอันดับแรก” 

ด้าน สเตฟาน นอร์ควิสต์ วัย 21 ปี พบว่าคำพูดของอดีตซีอีโอของแบล็ควอเตอร์มีน้ำหนักมากกว่า “แค่การก้าวเท้าเข้าไปในประตู ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องอยากเข้าไปจนสุดตัว คุณไม่ควรจะทุ่มสุดตัวกับความคิดที่แย่ๆ” เขากล่าว

สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านครั้งล่าสุดจึงไม่ได้เป็นเพียงการสู้รบทางทหาร แต่เป็นบททดสอบความศรัทธาครั้งใหญ่ของขบวนการมากาว่าจะยังคงเดินตามผู้นำต่อไปหรือไม่ ในวันที่นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” กำลังถูกท้าทายด้วยสงครามครั้งใหม่ที่กระทบทั้งราคาน้ำมันและชีวิตของคนอเมริกันเอง

เครดิตภาพ : AFP