หลังจากการฉีดฟิลเลอร์คางมักมีอาการบวมช้ำอยู่บ้างเล็กๆ น้อย แต่ก็ยังคงทำให้หลายคนวิตกกังวลอยู่ว่า อาการเหล่านี้จะอยู่นานไหม แล้วกว่าคางจะเข้ารูปสวยเป็นธรรมชาติต้องใช้เวลากี่วัน ในบทความนี้ เรามีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญที่จะไขข้อสงสัยนี้ไปพร้อมๆ กัน ถ้าอยากรู้รายระเอียดต้องอ่านให้จบ!

ฟิลเลอร์คืออะไร 

ฟิลเลอร์ คือสารเติมเต็ม Hyaluronic Acid หรือเรียกสั้นๆ ว่าสาร HA ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้นให้กับผิว ที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อลอกเลียนแบบสารที่มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์ตามธรรมชาติ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของคอลลาเจน ที่มีอยู่มากในชั้นผิวหนังและกระดูกอ่อน ซึ่งฟิลเลอร์ที่เป็น Hyaluronic Acid แท้จะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือเป็นอันตรายต่อร่างกาย สามารถสลายไปได้ 100% โดยไม่ตกค้าง

สาเหตุของการฉีดฟิลเลอร์คางแทนการผ่าตัดเสริมคาง

การฉีดฟิลเลอร์ที่คาง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากพอๆ กับการผ่าตัดเสริมคาง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้หลายๆ คนเลือกวิธีนี้แทนการผ่าตัด คือ

– ช่วยในการแก้ไขปัญหารูปคางได้ดีพอๆ กับการผ่าตัด 

– เป็นวิธีที่ไม่ต้องพักฟื้น หลังการฉีดสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เลย

– เป็นวิธีที่เจ็บตัวน้อยแต่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

– สามารถเห็นรูปทรงได้ชัดเจนทันทีหลังการฉีด โดยไม่ต้องรอให้ยุบบวมก่อน

– มีอาการบวมช้ำน้อย และไม่ต้องมีขั้นตอนการดูแลรักษาตัวที่ยุ่งยาก

– ประหยัดเวลา เหมาะกับคนที่ต้องการเปลี่ยนตัวเองแบบเร่งด่วน เพราะใช้เวลาเพียง 10-20 นาที ก็ฉีดเสร็จเรียบร้อย

– หากยังไม่พอใจในรูปทรง สามารถฉีดเพิ่มหรือฉีดสลายออกได้ทันที

– มีราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับราคาการผ่าตัดโดยแพทย์ที่มีชื่อเสียง

– ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงที่คางจะเบี้ยว หรือทะลุ

เทคนิคการฉีดฟิลเลอร์คางที่ถูกต้อง

เทคนิคการฉีดฟิลเลอร์คางที่ถูกต้อง จะต้องวางเนื้อฟิลเลอร์ลงไปในชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูก เพื่อการเสริมต่อที่กระดูกให้มีความยาวขึ้น แต่ต้องใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์ เนื่องจากบริเวณคางมีกล้ามเนื้อ mentalis ที่ต้องระวัง เพราะถ้าหากฉีดฟิลเลอร์ตื้นเกินไปหรือฉีดไปโดนกล้ามเนื้อมัดนี้เข้า ฟิลเลอร์จะถูกดึงลงมากองเป็นก้อน และคางดูเป็นคลื่นผิวเปลือกส้ม ไป 6 เดือน-1 ปี

ฟิลเลอร์คางได้ผลอยู่นานกี่เดือน

โดยปกติแล้วการฉีดฟิลเลอร์คาง 1 ครั้งจะมีผลลัพธ์อยู่ที่ 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของฟิลเลอร์ และการดูแลตัวเองหลังฉีด ซึ่งผู้ทำจะดูแลตัวเองเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้ตัวฟิลเลอร์สลายตัวได้ไวขึ้นนั่นเอง เช่น เลี่ยงความร้อน แสงแดดหลังฉีดทันที

ทำไมฉีดคางแล้วดูย้อยเป็นก้อน

การที่คางย้อยหรือดูเป็นก้อนเกิดขึ้นได้จากหลายกรณี ซึ่งมีสาเหตุหลักที่พบได้บ่อยคือ

1. ถ้าขาดประสบการณ์ ทำให้ใช้เทคนิคในการฉีดให้ถูกต้อง โดยฉีดในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป

2. ฉีดโดนกล้ามเนื้อที่ชื่อ mentalis ทำให้กล้ามเนื้อดึงฟิลเลอร์ให้มากองรวมกันจนเป็นเหตุทำให้คางดูเป็นก้อน คางเสียรูป ดูไม่ธรรมชาติ

3. ฟิลเลอร์ที่ใช้ไม่ใช้สาร Hyaluronic Acid ของแท้ แต่เป็นซิลิโคนเหลวที่ไม่มีความบริสุทธ์ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วไม่สามารถสลายได้ ทำให้ทิ้งสารตกค้างที่เนื้อเยื่อผิว เมื่อเวลาผ่านไปจึงไหลเป็นก้อน และทำให้เกิดการอักเสบ

4. การเลือกใช้ขนาดของโมเลกุลของฟิลเลอร์ไม่เหมาะสมกับบริเวณที่ฉีด เช่น นำฟิลเลอร์ที่มีเนื้อแข็ง หรือมีโมเลกุลความหนาแน่นสูงมาฉีดในชั้นผิวที่ตื้น ก็จะทำให้หลังการฉีดฟิลเลอร์ดูบวมเป็นก้อนได้

ฟิลเลอร์คาง vs ผ่าตัดเสริมคาง แบบไหนดีกว่ากัน?

หากจะเปรียบเทียบการฉีดฟิลเลอร์คาง กับการผ่าตัดเสริมคางว่าวิธีไหนดีกว่ากันนั้น ต้องขอบอกก่อนว่าทั้ง 2 วิธีนี้มีข้อดีเหมือนๆ กัน แนะนำให้เลือกตามความเหมาะสมจะดีที่สุด อย่างเช่น

สำหรับในคนที่คางสั้นมากๆ หรือคางสั้น แนะนำให้ผ่าตัดเสริมคางด้วย Silicone จะดีกว่า เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์คางที่เป็นเนื้อเจลลงในชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูก จะไม่สามารถทำให้คางยาวขึ้นเกิน 1 เซนติเมตรได้ แต่สำหรับใครที่มีรูปคางที่ไม่สั้นมาก การฉีดฟิลเลอร์คางก็จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการผ่าตัดเสริมคาง

ฉีดฟิลเลอร์คางให้เป็นธรรมชาติต้องใช้กี่ CC

การฉีดฟิลเลอร์คาง ไม่สามารถเติมคางให้ยาวได้เกิน 1 ซม. ดังนั้น ใช้ฟิลเลอร์เพียง 1 CC ก็ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ สำหรับคนที่มีปัญหาคางสั้น คางบุ๋ม คางตัด ต้องการปรับแก้รูปคางให้ยาวขึ้น

หลังฉีดฟิลเลอร์คางบวมกี่วัน

อาการบวมหลังการฉีดฟิลเลอร์คาง ถือเป็นอาการที่ปกติซึ่งเกิดจากเข็มและตัวฟิลเลอร์ แต่อาการบวมช้ำเหล่านี้จะลดลงใน 3-7 วัน จากนั้นจะค่อยๆ เห็นผลชัดเจนใน 2 สัปดาห์ และรูปทรงคางเข้าที่ภายใน 1 เดือน

มีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยลดอาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์คางให้หายเร็วขึ้น

1. ประคบเย็นเบาๆ ห้ามกดแรงหรือลงน้ำหนักมือมากเกินไป ประมาณ 15-20 นาทีต่อครั้ง

2. ควรงดอาหารบางชนิด เช่น ของหมักดอง อาหารทะเล เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นทำให้เกิดอาการบวมมากยิ่งขึ้น

3. สามารถทานยาลดบวมช่วยได้ เพื่อให้อาการบวมต่างๆลดลงได้เร็วขึ้น 

4. ดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ฟิลเลอร์ที่เป็นสารอุ้มน้ำดูฟูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

รู้หรือไม่ว่าการฉีดฟิลเลอร์คางมีข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์คาง

– เป็นทางลัดของความสวย เพราะทำให้หน้าเรียวขึ้นทันที โดยไม่ต้องพักฟื้น มีแค่รอยเข็มที่บริเวณใต้คาง ที่สามารถหายไปได้เองใน 3-7 วัน

– สามารถปรับแต่งรูปส่งได้ตามความชอบ เช่น หากสั้นเกินไปก็สามารถเติมเพิ่มได้ แต่หากยาวเกินไปก็สามารถสลายส่วนเกินออกได้ทันที 

– การฉีดฟิลเลอร์ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับการเสริมคาง และดูเป็นธรรมชาติ 

– ฉีดฟิลเลอร์คางด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง (การฉีดเสริมที่ชั้นเยื้อกระดูก) จะอยู่ได้นาน และสามารถเติมใหม่ได้เรื่อยๆ โดยไม่ทำให้เนื้อคางผิดรูป

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์คาง

– ผลลัพธ์ที่ได้จากการฉีดฟิลเลอร์คางอยู่ได้แค่ 1-2 ปีเท่านั้น หากต้องการคงสภาพเอาไว้ จะต้องมีการฉีดเติมซ้ำทุก 6-12 เดือน

– หากฉีดฟิลเลอร์คาง ในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป อาจทำให้เนื้อคางผิดรูปได้ (ถึงแม้จะใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ได้มาตรฐานก็ตาม)

ฟิลเลอร์แท้กับฟิลเลอร์ปลอมดูอย่างไร

1. กล่องฟิลเลอร์ของแท้จะต้องมีฉลากภาษาไทยติดอยู่ และมีราคาชัดเจน รวมถึงเลข Lot เลขที่อ้างอิงรวมทั้งต้องมีวันผลิตและวันหมดอายุที่ตรงกับตัวยา

2. ฟิลเลอร์ของแท้จะไม่มีขายตาม Internet เนื่องจากตัวยาของแท้จะมีเพียงแพทย์เท่านั้นที่สามารถสั่งซื้อได้ หากสามารถหาซื้อหาได้ง่ายจากอินเทอร์เน็ต แนะนำให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า อาจจะเป็นฟิลเลอร์ปลอม

3. ฉีดสลายได้ ฟิลเลอร์แท้ที่เป็น Hyaluronic Acid จะสามารถฉีดสลายได้ 100% ด้วยตัวยาไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) โดยหลังการฉีดฟิลเลอร์จะค่อยๆ ยุบตัวลงกลายเป็นของเหลว และถูกขับออกไปจากร่างกาย โดยไม่เหลือตกค้างไว้ที่ผิว

สรุป

การฉีดฟิลเลอร์คางมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นก่อนการตัดสินใจควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และพิจารณารีวิวจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ อีกทั้งการเลือกใช้ฟิลเลอร์คางในคลินิกที่เชื่อถือได้ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้