เมื่อวันที่ 28 ต.ค. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นวิทยากรร่วมเสวนา ประเด็น วิเคราะห์ข้อมูลเมือง ต่อยอดสู่การแก้ปัญหาเมือง หัวข้อ “การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร” ในโครงการศึกษาอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร (มหานคร รุ่น 10) ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม ชั้น 3 โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า หนึ่งในหัวใจของนโยบายผู้ว่าฯ กทม. คือเปลี่ยน Education เป็น Learning ให้ทุกช่วงวัยมีพื้นที่เข้าถึงการเรียนรู้ได้ นำการศึกษาไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะการศึกษาเปรียบเสมือนสิ่งของที่เราเตรียมไว้ให้คนมาเรียน เช่น วิชาต่างๆ ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เมื่อผู้ศึกษาเรียนจบ สิ่งของที่เตรียมไว้ก็ยังอยู่ที่เดิม

แต่ถ้าเราเปลี่ยนการศึกษาเป็นการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการเสาะหาสิ่งที่เราอยากเรียนรู้ด้วยตนเอง และนำไปสู่การประกอบอาชีพในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นสิ่งที่ กทม. ต้องเร่งทำคือสร้างแหล่งเรียนรู้ พื้นที่เรียนรู้ตลอดชีวิตให้คนกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุในปัจจุบัน

ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง Up Skill และ Re Skill เพื่อให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนไป หน้าที่ของ กทม. คือต้องสร้างพื้นที่เรียนรู้ให้ผู้สูงอายุเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาเปลี่ยนแปลงศักยภาพผู้สูงอายุให้มากขึ้น เช่น ศูนย์สร้างสุขทุกวัยที่ปัจจุบันมี 35 แห่ง ศูนย์ฝึกอาชีพ 10 แห่ง ห้องสมุดและบ้านหนังสือ ซึ่งเป็นการพัฒนาเส้นเลือดฝอย ทำให้มีการพัฒนาพื้นที่เล็กๆ ในชุมชน ช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุมีทักษะต่างๆ มากยิ่งขึ้น

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่ออีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการสร้างความต้องการ (Demand) ทำให้คนอยากรู้และอยากเข้าสู่พื้นที่การเรียนรู้ให้มากขึ้น โดย กทม. อาจจะสร้างกิจกรรมส่งเสริมต่างๆ เช่น ชมรมผู้สูงอายุต้องมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง การสร้างกิจกรรมในระดับเมือง เช่น การประกวดภูมิปัญญาผู้สูงอายุคลังปัญญาผู้สูงอายุต่าง

นอกจากนี้ กทม. ต้องเร่งพัฒนาด้านสาธารณสุขให้ผู้สูงอายุ โดยศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง ต้องทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น เช่น นโยบาย Telemedicine การให้บริการทางการแพทย์ผู้สูงอายุถึงบ้านผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจะช่วยรักษาสุขภาพกายของผู้สูงอายุได้ดียิ่งขึ้น

“สุดท้ายแล้วสังคมผู้สูงอายุจะต้องเดินควบคู่ไปกับคนกรุงเทพฯ เนื่องจากปัจจุบันประชากรที่ลงทะเบียน 5.6 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปี กว่า 1.2 ล้านคน และมีแนวโน้มที่ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมืองของเราจึงต้องเป็นมิตรกับผู้สูงอายุมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพ พื้นที่การเรียนรู้ สาธารณสุข รวมถึงแรงงาน เนื่องจากปัจจุบันคนอายุ 60 ถึง 65 ปี ยังสามารถทำงานได้ ดังนั้นเมืองจึงต้องมีนโยบายที่จะสร้างงานให้ผู้สูงอายุมากขึ้น และเปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้ไปเรียนรู้พัฒนาศักยภาพในด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ กทม. ตั้งเป้าหมายไว้และต้องระดมความคิดเพื่อหาแนวทางดังกล่าวต่อไป” รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

อย่างไรก็ตาม รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายของ กทม. ในเรื่องผู้สูงอายุ คือการให้เข้าถึงพื้นที่สาธารณะให้สะดวกง่ายขึ้นและต้นทุนถูกลง ผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ เดินทางไม่ค่อยจะสะดวก ปัญหานี้เป็นการตัดโอกาสในหลายเรื่อง เนื่องจากผู้สูงอายุต้องไปใช้บริการเอกชนที่มีราคาสูง เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของ กทม. ที่จะต้องปรับปรุงการเดินทางสาธารณะให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงเราต้องทำพื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่ออกกำลังกายให้อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น

นั่นคือที่มาของนโยบายสวน 15 นาที เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกาย กทม. มีนโยบายสร้างศูนย์สร้างสุขทุกวัยให้ใกล้บ้านมากขึ้น กทม. มีนโยบาย 1 โรงเรียน 1 ศูนย์ฝึกอาชีพ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รวมกลุ่มกัน และสิ่งที่ผู้สูงอายุชื่นชอบที่สุดก็คือสภากาแฟเพื่อรวมกลุ่มกันพูดคุยในยามเช้า ในอนาคต กทม. อาจจะมีการริเริ่ม “สภาอาชีพ” เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุต้องการที่จะมีสังคมที่ได้มีการพบปะพูดคุยสังสรรค์ร่วมกิจกรรมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกๆ วัน