สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐออกแถลงการณ์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงมีสิทธิคุ้มกันตามกฎหมายของซาอุดีอาระเบียทุกประการ ในฐานะทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร และทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลริยาด
ทั้งนี้ สถานะดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีความใดทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้หมายความว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ดจะทรงได้รับการยกเว้นจากการต้องทรงเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ภายในขอบเขตอธิปไตยของสหรัฐ
Absolutely outrageous!
— Yashar Ali ???? یاشار (@yashar) November 18, 2022
The United States has granted immunity to Saudi Crown Prince Mohammad Bin Salman in a lawsuit filed against him by Jamal Khashoggi’s fiancé @mercan_resifi.
The Saudi King has always been head of state and head of government, not the Crown Prince! pic.twitter.com/erW3R0usd4
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐบาลวอชิงตัน เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐในกรุงวอชิงตัน ในคดีที่ น.ส.ฮาทิซ เชนกิซ คู่หมั้นของ นายจามาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวและนักวิจารณ์รัฐบาลริยาด ร่วมด้วยองค์กรกลุ่มประชาธิปไตยสำหรับโลกอาหรับปัจจุบัน ( ดอว์น ) ฟ้องร้องมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เมื่อปี 2563 ว่า ทรงเป็นผู้บงการสังหารคาช็อกกี
"This was a heinous crime. But I take full responsibility."
— Al Jazeera English (@AJEnglish) September 30, 2019
Saudi Crown Prince MBS denies ordering Khashoggi's killing.
Khashoggi was last seen entering the Saudi consulate in Istanbul last year. His body was reportedly dismembered and removed. His remains have not been found. pic.twitter.com/FTGecGp289
ขณะที่ เชนกิซ เผยแพร่แถลงการณ์ประณาม และแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของสหรัฐ ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกับที่ทีมงานฝ่ายกฎหมายของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด ยื่นต่อศาลเมื่อต้นเดือนที่แล้วด้วย
อนึ่ง คดีนี้เรียกได้ว่า “เป็นมากกว่า” คดีความเรื่องการเสียชีวิตของคาช็อกกี ซึ่งถูกฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหด ภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ประจำเมืองอิสตันบูลของตุรกี เมื่อเดือน ต.ค. 2561 เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างหนัก ต่อภาพลักษณ์ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด ซึ่งทรงยืนกรานปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้อง และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับซาอุดีอาระเบียด้วย.
เครดิตภาพ : REUTERS



