ยกให้เป็นผลงานที่กำลังได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากในตอนนี้ และครองเทรนทวิตเตอร์ทุกครั้งที่ละครออนแอร์ สำหรับละคร “คุณชาย” ทางช่องวัน 31 ที่เปิดชีวิต “ต้วนซิ่ว” หรือ “ชายรักชาย” ซึ่งเป็นความรักต้องห้ามในสังคมจีน โดยได้พระเอกฮอต ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ มาพลิกบทบาท ประกบพระเอกรุ่นน้อง แจม-รชตะ หัมพานนท์ ซึ่งทั้งคู่กำลังเรียกเสียงชื่นชมทั้งเคมีและฝีมือในการแสดงจากแฟน ๆ ท่วมท้น ล่าสุด “บันเทิงเดลินิวส์” ได้มีโอกาสพูดคุยกับฟิล์มและแจม เจาะลึกถึงการมารับบทบาทสุดท้าทายครั้งนี้ ที่สะท้อนเรื่องราว “ความรัก” และ “คุณค่าความเป็นคน” พร้อมเผยมุมมองที่ทั้งคู่มีต่อแอลจีบีทีคิวพลัส (LGBTQ+) ตลอดจนการขับเคลื่อนสมรสเท่าเทียม รวมทั้งไม่พลาดเปิดนิยามความรักของทั้งคู่ด้วย


Q : ทำไมตัดสินใจรับแสดงเรื่อง “คุณชาย” ?
ฟิล์ม : ผมอยากเล่นบทนี้มานานมากแล้ว เป็นบทที่เราไม่เคยเล่นมาก่อน เราเล่นบทพระเอกมาเยอะ เลยรู้สึกว่าอยากเล่นบทที่ต่างจากเดิม ฉีกไปเลย ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่รับเรื่องนี้ ที่สำคัญละครเรื่องนี้สนุกมาก ให้ข้อคิดสะท้อนสังคมมากมาย
แจม : สำหรับผมเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ที่ได้มาเล่นกับพี่ฟิล์มและพี่ ๆ รุ่นใหญ่ จะมีสักกี่คนที่จะได้รวมแบบนี้ มันเป็นโอกาสครั้งนึงในชีวิตที่จะได้เล่นกับเขา ผมไม่มีความลังเลที่จะรับเลย แคสต์ได้ปุ๊บก็ทำการบ้านทันทีเลยครับ
Q : ทำการบ้านคาแรกเตอร์ “เทียน” และ “จิว” ยังไงบ้าง?
แจม : สำหรับผมก็ศึกษาว่ายุคสมัยก่อน ที่เรื่องราวของ ‘คุณชาย’ เกิดขึ้นนั้นเป็นยุคไหน เราก็ไปดูว่าบริบททางสังคมของเขานั้นเป็นยังไง มีอะไรในยุคนั้นบ้าง ทำไมถึงไม่มีการยอมรับแบบนี้ มีข้อจำกัดยังไงบ้าง และกลับมาทำการบ้านกับตัวเองว่า ตัวละครที่เราแสดง ‘จิว’ เขามีเหตุผลอะไรที่ตัดสินใจเป็นนักฆ่า และมาปรึกษาผู้กำกับ รวมทั้งรวมทั้งพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) พี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร) ว่าแบบนี้โอเคมั้ย และปรึกษาพี่ฟิล์มในเรื่องการแสดงว่าอะไรที่ปรับได้ อะไรทำได้หรือไม่ได้ พี่ฟิล์มคิดยังไง
ฟิล์ม : มันฉีกไปจากเดิมเยอะ ผมต้องทำการบ้านหนักมาก ผมลองไปศึกษาแอลจีบีทีคิวว่ามีแบบไหนบ้าง และไปหาตัวอย่าง ดูตามรายการต่าง ๆ ในต่างประเทศที่เขามีผู้ดำเนินรายการเป็นแอลจีบีทีคิว และศึกษากิริยาท่าทาง ว่าแต่ละคนมีจังหวะการพูดยังไง การเดินยังไง และมานำสิ่งที่ได้จากตรงนั้น มาผสมกับการทำการบ้านที่เราทำจากตัวละครและบทครับ


Q : คิดว่าสิ่งที่แฟน ๆ จะได้เห็นจากละคร “คุณชาย” มันจะต่างจากละครหรือซีรี่ส์วายที่ผ่านมายังไงบ้าง?
แจม : ด้วยพล็อตของละครเรื่องนี้ มันมีความเข้มข้นมาก ๆ เลย มันเล่าถึงเรื่องชีวิตของคนในยุคนั้นเลย ว่าเขาใช้ชีวิตแบบไหน มันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทำไมรักครั้งนี้ถึงเป็นรักต้องห้าม ความต่างมีอยู่แล้ว อย่างเราเห็นในซีรีส์วาย อารมณ์จะน่ารัก ๆ กุ๊กกิ๊ก แต่เรื่องนี้มันเล่าถึงชีวิตคู่รักที่เขาต้องฝันฝ่าอะไรบ้าง สังคมที่ไม่เกิดการยอมรับในความหลากหลายทางเพศในยุคนนั้น ตรงนี้จะเป็นทอปปิคหลัก ๆ เลยที่ต้องเจอในเรื่องนี้แน่นอน
ฟิล์ม : ละครเรื่อง ‘คุณชาย’ ไม่ได้ขายแค่ความรักของชายรักชาย ของเราสองคน แต่มันยังมีมุมมองความรักในมุมของครอบครัว ที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ละครเรื่องนี้ให้กับคนดูมากกว่าแค่ชายรักชายที่คนดูอาจคาดหวังไว้ มันคือการยอมรับของคนในครอบครัว เป็นละครที่สะท้อนสถาบันครอบครัวว่า การที่เรามีครอบครัวที่ไม่เข้าใจมันเป็นยังไง และสถาบันครอบครัวก็เป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของทุกคน เรื่องนี้จะไม่ได้มีแค่ความรักของคนรัก แต่จะมีทั้งความรักของพ่อแม่ ความรักของพี่น้อง มันเป็นเหมือนละครที่ถ่ายทอดความรักในหลาย ๆ รูปแบบ ความรักที่ดี ความรักที่ทำร้ายกัน ผมรู้สึกว่ามันให้อะไรมากกว่าความฟินแต่สะท้อนแง่คิดหลาย ๆ อย่างครับ ละครเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอความฟินอะไร แต่เสนอชีวิตทั้งหมดของความเป็นแอลจีบีทีคิวของตัวละคร ผมว่าการที่เขาเป็นผู้ชายแล้วรักกับผู้ชาย ไม่ได้แปลว่าเขารักเชิงชู้สาวกับผู้ชายทุกคน เขาสามารถมีพี่น้องเป็นผู้ชายที่รักกันมากและตายแทนกันได้ แต่เป็นความรักแบบพี่น้อง เขาสามารถที่จะรักลูกน้อง เป็นคนที่มีความสามารถเท่าเทียมกับผู้ชายแท้หรือใครก็ได้ ละครเรื่องนี้ยังสะท้อนมุมมองสังคมเรื่องการยอมรับ การเท่าเทียมกันและการให้เกียรติกัน ไม่เพียงแค่เรื่องแอลจีบีทีคิว แต่สำหรับผม ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน จะรวยหรือจน แต่คุณค่าของคนหนึ่งคนและความเป็นมนุษย์ มีค่าเท่ากันเสมอ

Q : คิดว่าตัวเองต้องพิสูจน์อะไรในการมารับบทบาทครั้งนี้บ้างมั้ย?
แจม : ผมอยากจะถ่ายทอดให้คนดูรู้สึกแบบที่เรารู้สึกในละครให้ได้ ถ่ายทอดตัวละครนี้ให้ดีที่สุดเลย ผมดีใจมากเลยที่เวลาเข้าไปอ่านคอมเมนต์และเจอที่บอกว่า สื่อสารทางสายตาได้ดีมากเลย เพราะว่าตัว ‘จิว’ มันเป็นตัวละครที่ไม่ค่อยพูด พูดน้อยมาก ๆ และข้างในก็อัดแน่นอยู่ ซึ่งมันมีแค่สายตาที่สามารถสื่อออกมาได้ ผมก็ดีใจที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีตอนที่ทีเซอร์ปล่อยออกไป และเป็นตามที่เราหวังจริง ๆ ว่าคนดูจะรู้สึกแบบนี้
ฟิล์ม : มันมีหลายเลเวลนะ มันเป็นเรื่องความละเอียดอ่อนของอารมณ์ เรามาถ่ายเป็นแอลจีบีทีคิวที่ไกลตัวเราแล้ว แต่ว่าที่ผ่านมา เราก็ผ่านผลงานมาเยอะ อยากทำงานที่มันละเอียดอ่อนทางด้านอารมณ์มากขึ้น เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าเราสามารถพัฒนาตัวเอง ขึ้นไปได้อีกระดับ


Q : เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคู่รัก หลายอยากรู้ในมุมเลิฟซีนของทั้งคู่เรื่องนี้ จะมีให้เห็นมากน้อยแค่ไหน และทั้งคู่ทำการบ้านในการถ่ายทอดบทบาทคู่รักยังไงให้คนเชื่อว่ารักกันจริง ๆ?
แจม : เรื่องราวในละคร มันเล่าเรื่องทุกอย่างอยู่แล้วครับ ว่าเรามารักกันได้ยังไง มันอยู่ในละครหมดเลย ถามว่าเลิฟซีนมีให้ดูชมเยอะมั้ย อันนี้ก็บอกไมได้ (ยิ้ม) ต้องรอดู อีกอย่างเรื่องนี้จะมีเรื่องของชนชั้น เขาเป็นถึงคุณชายเลยนะ แต่เขาเป็นนักฆ่าจน ๆ คนนึง มันไม่เข้ากันเลย
ฟิล์ม : อยากให้ไปติดตามในละครครับ (ยิ้ม) พอมาทำการบ้านเราจะเข้าใจว่า เราแค่แสดงความรัก กับคนรักของเรา ไม่ได้จำกัดเพศครับ



Q : พอต้องมาเล่นคู่กัน ประทับใจอะไรในตัวอีกฝ่ายบ้าง?
แจม : เยอะครับ ผมก็ประทับใจพี่ฟิล์มที่เขาเป็นพี่ที่ดีมาก ๆ พี่สอนน้องโดยไม่กั๊กอะไรเลย เขาเป็นคนตรง ๆ ผิดก็ผิด ถูกก็บอกถูก แต่เขาจะบอกตลอดว่าไม่ให้เราหยุดพัฒนา เขาจะมีอะไรใหม่ ๆ พี่ฟิล์มจะนั่งอ่านหนังสือตลอดเลย พัฒนาตัวเองตลอด ซึ่งมันเป็นแบบอย่างให้เราดูครับ
ฟิล์ม : น้องเป็นเด็กที่ตั้งใจครับ ก็อยากให้เก็บความตั้งใจและความขยันนี้ไว้ เพราะวันนี้เราเจอกันถือเป็นเรื่องราวดี ๆ โชคชะตาดี ๆ ที่เราได้มาเจอกัน ทำให้พี่ได้มาสอนแจม แต่ว่าเราไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเราจะมีโอกาสเจอกันอีกมั้ย ไม่มีใครที่จะสามารถอยู่สอนน้องได้ตลอดทั้งชีวิต ชีวิตเราก็ต้องรับผิดชอบเอง อยากให้เราเก็บความน่ารักและขยันแบบนี้ไว้ เก็บความตั้งใจและขยันต่อไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเราเป็นคนเดียวที่จะสามารถผลักดันตัวเองได้ดีที่สุด เป็นคำชมและสอนไปในตัวด้วย (ยิ้ม)

Q : อีกหนึ่งสิ่งของละครเรื่องนี้ คือเป็นละครเรื่องสุดท้ายของ “แตงโม-นิดา พัชรวีระพงษ์” ที่แสดงไม่จบ จนต้องมีการเปลี่ยนตัวให้ “เป้ย-ปานวาด บุญยรัตกลิน” มารับบทแทน ตรงนี้มีผลต่อละครมั้ย ทั้งในแง่ของความต่อเนื่องและอารมณ์ของตัวละคร?
แจม : มีผลต่อความต่อเนื่องของละครอยู่แล้วครับ เพราะพอมันเกิดอุบัติเหตุและเกิดเรื่องเศร้าขึ้น เราก็หยุดการถ่ายทำไปเลย เพื่อให้เวลากับทีมงานและนักแสดงทุกคนไปไว้อาลัยให้กับพี่โม และต้องให้เวลาพี่เป้ยเหมือนกัน เพราะเข้ามาในตอนที่ถ่ายไปสักพักนึงแล้ว พี่เป้ยก็ปรับตัวกับนักแสดงทุกคนในกองถ่ายอีก พี่เป้ยงานหนักมาก ๆ เลยครับ เราก็เป็นกำลังใจให้ ทุกคนในกองก็ช่วยซัพพอร์ตจิตใจให้กับพี่เป้ย และซัพพอร์ตจิตใจของคนในกองด้วยครับ
ฟิล์ม : ผมมีผลค่อนข้างเยอะ ด้วยความที่เข้าฉากกับพี่โมเยอะ ผมรู้สึกว่ามันมีผลต่อจิตใจ ผมรักทั้งพี่โมและพี่เป้ย ทุกคนมีข้อดีของตัวเอง แต่บางครั้งก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าเราเคยเล่นกับเขาไว้แบบนี้แล้ว และเมื่อเขาจากไป ลึก ๆ ของเราคิดถึงเขา และเราต้องมาถ่ายทำใหม่ทั้งหมด เราไม่เคยเสียดายเวลาที่ถ่ายไป แต่เราแค่เสียใจที่เราได้ทำงานด้วยกันแค่นี้ และมันก็เป็นความคิดถึงที่ดีครับ ที่ครั้งหนึ่งเราเคยได้ร่วมงานกับพี่ที่น่ารักและมากความสามารถคนนึง
Q : หลังจากที่ทั้งคู่ได้มาแสดงเรื่องนี้ มันเปิดมุมมองทำให้เข้าใจกลุ่มคนหลากหลายทางเพศมากขึ้นมากน้อยแค่ไหน?
ฟิล์ม : ในมุมของผมมันมีความซับซ้อนเยอะครับ ผมมองว่าเรามีเพื่อนพี่น้อง คนรอบตัวเป็นแอลจีบีทีคิวเยอะมาก แต่ว่าพอเราไปรับบทเป็นแอลจีบีทีคิวในยุสมัยนั้น ในตระกูลคนจีน มันทำให้เราเข้าใจถึงความกดดันที่เขาต้องแบกรับมหาศาล มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า เราเข้าใจแล้วว่าทำไมสังคมถึงพยายามต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันขนาดนี้ เราเข้าใจแล้วจริง ๆ ว่าเขาต้องแบกอะไรกันมาบ้างตั้งแต่ยุคสมัยนั้น จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนและอยากขอสู้ไปพร้อม ๆ กับทุกคนครับ
แจม : จริง ๆ คนรอบข้างผมก็มีคนที่เป็นแอลจีบีทีคิวเยอะพอสมควรเลยนะครับ ซึ่งไม่ได้พอมาแสดงแล้วมันเข้าใจเยอะขึ้น แต่ผมเข้าใจเขาก่อนหน้าที่จะได้มาแสดงแล้ว เพราะเราก็ได้สัมผัสคนที่เขาเป็นแอลจีบีทีคิวมาก่อนหน้านี้แล้ว เขาก็เป็นคนที่สามารถปกติเหมือนเรา เราไม่ได้แบ่งแยกว่าเขาเป็นแอลจีบีทีคิว เราเป็นอะไร ไม่มีอยู่แล้ว พอมาได้รับบทแบบนี้ มันไม่ได้ปรับจูนอะไร สุดท้ายมันก็เทคที่ความรู้สึก เรารู้สึกดีกับคนนี้ เราก็แค่ให้ความรู้สึกดี ให้ความรักกับเขา ความที่เราอยากปกป้องเขา แค่นั้นเอง ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ และอย่างที่พี่ฟิล์มบอกเขาต่อสู้ในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศกันหนักมาก ซึ่งผมกลับมามอง เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราก็ควรมีสิทธิเท่ากัน มันควรจะได้สิทธิความเป็นมนุษย์ สิทธิการที่จะใช้คุณค่าของชีวิตได้เท่าเทียมกันในทุกคนบนโลก


Q : คาดหวังให้ผลงานเรื่องนี้ประสบความสำเร็จแบบไหน หรืออยากให้แฟน ๆ ทัชใจหรือได้รับ Message อะไรกลับไปมากที่สุด?
ฟิล์ม : สำหรับผมคือเรื่องครอบครัว รู้สึกว่าละครเรื่องนี้ให้แง่คิดสะท้อนสังคมครอบครัวมากมาย รวมถึงเรื่องของความเท่าเทียมกันและคุณค่าความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมีค่าเท่ากัน อยากให้ทุกคนให้เกียรติ เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ตัดสินกันด้วยเพศหรือพื้นฐานทางการเงินหรือสังคม เราทุกคนมีค่าความเป็นมนุษย์เท่ากันเสมอ อยากให้ทุกคนเข้าใจ ยอมรับ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน
แจม : เหมือนกันเลยครับ อยากให้ทุกคนให้เกียรติกัน เพราะว่าทุกคนก็มนุษย์ จะฐานะไหน เป็นเพศไหน ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าคนนั้นจะเป็นคนดีหรือไม่ดี สุดท้ายมันอยู่ที่ตัวบุคคล อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นในละคร ไปเป็นบทเรียนปรับใช้ในชีวิตของเราให้ได้ ก็อยากผลักดันและสนับสนุนความหลากหลายทางเพศให้มันเปิดโลกว้าง ๆ และให้ทุกคนยอมรับกันครับ


Q : หากทั้งคู่มีโอกาสได้บอก หรือปลอบโยนหัวใจ “เทียน” และ “จิว” อยากให้กำลังใจทั้งสองตัวละครนี้ยังไง?
แจม : ก็อยากให้เขาสองคนใช้หัวใจและความรู้สึกในการขับเคลื่อนสิ่งที่เขาจะทำ ให้เชื่อมั่นในสิ่งที่เขาจะทำ เพราะสุดท้ายแล้ว ถึงเราจะมีชีวิตอยู่บนโลกหรือไม่มี มันก็ได้เห็นแล้วว่าคุณค่าของคนสองคนที่เขารักกัน มันไม่มีอะไรกั้นได้ ทำไปให้สุดแค่นั้นพอ มันจะไปจบที่ตรงไหน ไม่ต้องไปคิด เราได้ทำตามความรู้สึกของเรา ใครจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ช่างมัน ทำไปเลย แค่นั้นครับ
ฟิล์ม : คุณค่าของคนเท่ากันเสมอไม่ว่าจะเป็นเพศไหน จะรวยหรือจน อยากให้ทั้งเทียนและจิวจงภูมิใจในตัวเอง ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง เพราะพวกคุณเป็นคนที่เก่ง และดีที่สุดในเวอร์ชั่นของคุณแล้วครับ

Q : มองว่าละครเรื่องนี้มีจะมีส่วนช่วยให้คนเข้าใจกลุ่ม LGBTQ+ และขับเคลื่อนเรื่องสมรสมเท่าเทียมในมิติไหนได้บ้าง?
ฟิล์ม : ผมตอบไม่ได้จริง ๆ นะครับว่าจะขับเคลื่อนไปได้ไกลแค่ไหน แต่ว่าสำหรับคนที่ต่อสู้เพื่อการสมรสเท่าเทียมอยู่แล้ว เขาจะมีกำลังใจมากขึ้น และมีอีกหลาย ๆ คนที่จะออกมาต่อสู้เรื่องการสมรสเท่าเทียมมากขึ้น เราจะมีกลุ่มคนที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมเพื่อความเท่าเทียมกันมากขึ้นแน่นอน
แจม : จริง ๆ มันมีผลไปหมดนะครับ ถ้าสมมุติในอนาคตมันเกิดมีกฎหมายอะไรออกมาก็ช่าง ที่ทำให้เกิดการสมรสเท่าเทียมได้ ผมว่ามันจะเป็นผลดีกับเด็กที่จะเกิดมาในครอบครัวนั้น ซึ่งเขาจะไม่มีปมอะไรในชีวิตเลยครับ สุดท้ายเขาจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคน ๆ นึง ปกติ ถ้าคุณครองรักกันไปแต่กฎหมายยังไม่ออกมารองรับ มันก็เหมือนจำกัดเขาอยู่แบบนี้ ในเมื่อต้องการให้โลกเปิดกว้าง สุดท้ายทุกอย่างต้องเปิดกว้างและยอมรับด้วยกัน ไม่ควรมีข้อแม้ด้วยซ้ำครับ
Q : ในฐานะที่เป็นคนในวงการบันเทิง ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งวงการที่มักหยิบยกเรื่องราวของกลุ่มคน LGBTQ มาเล่า ตรงคิดว่าในฐานะนักแสดง จะมีส่วนในการเป็นขับเคลื่อนเรื่องของความเท่าเทียม และทำให้คนเข้าในความหลากหลายทางเพศและความรักได้ยังไงบ้าง?
แจม : ก็ตั้งแต่ในละครเลย ที่จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนที่จะแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ในสังคมที่ไม่ได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศ มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง มันส่งกระทบต่อครอบครัวและเด็กขนาดไหน ส่งผลกระทบต่อการทำงานขนาดไหน ผมว่านี่แหละเป็นกระบอกเสียงที่ดีเลย ให้ครอบครัวดึงลูกและหลานมานั่งเรียนรู้กับละครเรื่องนี้ไปด้วยกันครับ
ฟิล์ม : ละครเป็นช่องทางที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคมได้ ในการต่อสู้เพื่อสมรสเท่าเทียมและตัวเราเองก็จะเข้าใจในการที่จะทำไมที่สังคมออกมาต่อสู้เพื่อการสมรสเท่าเทียมกันมากขึ้น มาเรียกร้องให้มีความเท่าเทียมกันสังคมมากขึ้น ผมเชื่อว่าใครที่ได้ดูละครของพวกเราก็จะเข้าใจว่าทำไมสังคมถึงออกมาต่อสู้เพื่อการสมรสเท่าเทียมมากขึ้นและอยากจะอยากออกมาช่วยกันต่อสู้ เพื่อให้กฎหมายนี้มันสามารถผ่านและเป็นที่ยอมรับ เป็นกฎหมายสากลทั่วโลกได้


Q : ท้ายสุดนิยาม “ความรัก” ในมุมมองของทั้งคู่ เป็นยังไง?
แจม : ผมมองว่าความรักคือทุกอย่าง มันอยู่ที่เราว่าจะใช้ความรักไปในทิศทางไหน เราจะใช้ไปไหนทิศทางส่งเสริมให้ดีขึ้น หรือทำให้เรายิ่งเกลียดกัน มันทำได้หมดเลยครับ พลังความรักมันเยอะมาก ๆ แต่สุดท้ายถ้าเป็นผม ผมจะให้โดยไม่คิดที่จะขออะไรคืน ถึงแม้เขาจะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่างว่าเราให้หรือเปล่า แต่เราได้ให้จากใจเราแล้ว แค่นั้นผมก็มีความสุขแล้วครับ
ฟิล์ม : ความรักคือพลังงานที่ช่วยขับเคลื่อนให้ชีวิตเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ความรักคือสิ่งที่ทำให้เราสบายใจ และช่วยซัพพอร์ตคนที่ได้รับความรู้สึกนั้น ท้ายที่สุดพอโตขึ้นแล้วจะเข้าใจว่าบางครั้งความรักอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีความเข้าใจกันด้วยครับ


เชื่อว่าหลังจากที่ได้พูดคุยกับ “ฟิล์ม” และ “แจม” ในวันนี้ จะทำให้หลายคนเข้าใจความหมายคำว่า “รัก” รวมทั้งเปิดใจยอมรับในความเท่าเทียมและคุณค่าของความเป็นคนกันได้มากขึ้น!







