เข้ามารับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) คนที่ 4 สำหรับ “วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ” ที่ข้ามห้วยมาจาก ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) สำนักนายกรัฐมนตรี
และก่อนหน้านี้เจ้าตัว ก็เคยนั่งตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงยุติธรรม” มาแล้ว ว่ากันว่า การข้ามฟากมานั่งตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายข้าราชการประจำของกระทรวงดีอีเอส ครั้งนี้ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เป็นคนจิ้มชื่อเองกับมือ!! วันนี้จึงพามารู้จักรวมถึงแนวทางการทำงานของ ปลัดกระทรวงดีอีเอสคนที่ 4 กัน ซึ่งมีเวลาทำงานอีก 3 ปี ก่อนที่จะถึงเวลาเกษียณอายุราชการ
“วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ” บอกว่า เข้าทำงานอย่างเป็นทางการเมื่อ 1 พ.ย. ซึ่งที่ผ่านมา ตนเองเป็น “นักกฎหมาย” ที่สนใจด้าน “เทคโนโลยี” มาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ ตอนอายุ 26 ปี ก็มีคอมพิวเตอร์เครื่องแรก และเคยทำงานกับดีอีเอส ในสมัยยังเป็น กระทรวงไอซีที เดิม ซึ่งตอนนั้นได้รับเลือกให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 2 สมัย หลังจากนั้นก็มาเป็นบอร์ดของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า และปัจจุบันก็เป็นประธานบอร์ดของเอ็ตด้าอยู่ด้วย
ซึ่งงานของกระทรวงดีอีเอส ถือว่ามีความสำคัญ เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งได้รับนโยบายจาก “นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รมว.ดีอีเอส มาหลายๆด้าน จึงมีความเชื่อว่าประเทศไทย จะเจริญก้าวหน้าได้ด้วยการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนถ่ายงานของรัฐบาลให้เป็นดิจิทัล

โดยการเข้าทำงานใน 6 เดือนแรกนี้ จะเร่งขับเคลื่อนแผนการสร้าง ความปลอดภัยบนเครือข่ายดิจิทัล (Safe & secured) โดนเฉพาะการใช้งานดิจิทัล เซอร์วิส ต้องมีความปลอดภัย เพื่อให้มีการใช้งานขยายตัวในเชิงเศรษฐกิจ ต้องปราบปรามเรื่องการหลอกลวง (Scamming) และ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ลดลง เพราะหากไม่สามารถทำให้คนเชื่อมั่นในระบบเพย์เมนต์ทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ก็จะมีผลกระทบ ซึ่งกระทรวงต้องทำปัญหาเรื่องนี้ลดน้อย หรือหมดไปให้ได้
“ปัญหานี้ส่วนหนึ่งเกิดในไทยและอีกส่วนไม่ได้เกิดในประเทศการดำเนินการต่างๆ เน้นเรื่องการป้องกันและสกัดยับยั้งต้องมาก่อนเพื่อให้การทำงานของตำรวจ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ทำงานได้ดีขึ้น โดยได้นำเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์มาตรวจ ทั้ง เอสเอ็มเอส การหลอกบนโซเซียลมีเดีย และร่วมมือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ในการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลของธนาคารให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกธนาคารสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ร่วมกันได้ ร่วมถึงเรื่องการตรวจสอบบัญชีม้า และการโอนเงินที่ผิดปกติต่างๆด้วย ด้วยการเพิ่มอำนาจทางกฎหมายให้ ธนาคารสามารถยับยั้งได้ และแจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น แอพเป๋าตัง ฯลฯ”

พร้อมกันนี้ มีการสร้างแพลตฟอร์มการตลาดกลาง (Marketplace)ในการโอน เพื่อให้การทำตลาดและ การชำระเงินบน โลกดิจิทัลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะมีความปลอดภัยในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และจะเชิญแพลตฟอร์มต่างๆ เพิ่มกลไกลในเรื่องการโอนเงินและระงับข้อพิพากด้วย และจะผลักดันเรื่องดิจิทัลไอดีให้มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จะทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ มีการยืนยันตัวตนและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขับเคลื่อนให้กระทรวงต่างๆประมาณ 10 กระทรวงจาก 20 กระทรวง มีการใช้ดิจิทัลมากยิ่งขึ้น การลดใช้กระดาษ (Paperless) ซึ่งปัจจุบัน มี 3 กระทรวง คือ กระทรวงดีอีเอส กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า 80% ซึ่งใน 6 เดือนข้างหน้าจะผลักดันให้ได้ 10 กระทรวง จากทั้งหมด 20 กระทรวง รวมถึงการยกระดับเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ของหน่วยงานรัฐด้วย
ปลัดกระทรวงดีอีเอส บอกต่อว่า ในส่วนการเข้าถึงบริการด้านดิจิทัลเพื่อลดความเลื่อมล้ำ ก็เป็นอีกหนึ่งนโยบาย โดยเฉพาะส่งเสริมคนพื้นที่ชายขอบห่างใกล ผ่านโครงการเน็ตประชารัฐ ด้วยความร่วมมือกับทางกระทรวงศึกษาธิการ ส่งเสริมเด็กพื้นที่ชายขอบเรียนทางไกล ได้เนื้อหาเหมือนเด็กในเมือง และประชาชนได้ใช้ดิจิทัลในการประกอบอาชีพ เช่น ค้าขาย ฯลฯ การรักษาสุขภาพด้วยเทเลเมดิซีน หรือแพทย์ทางไกลไม่ต้องเดินทางมาในเมือง ได้มีโอกาสเข้าถึงใช้ดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมส่งเสริมให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต แข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียม มีราคาค่าบริการ ที่สมเหตุผล เป็นไปตามกลไกลตลาด!!

นอกจากนี้จะให้ทาง บริษัท โทรคมคนาคมแห่งชาติ หรือ เอ็นที ขยายความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อพัฒนา โครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศของไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีราคาถูกลง!?!
ขณะเดียวกันมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมต่างๆอย่างเต็มที่สามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับการพัฒนาประเทศรวมถึงสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศด้วย
ทั้งหมดเป็นแผนงานเร่งด่วนในช่วง 6 เดือนแรกหลังเข้ารับตำแหน่งซึ่งทางปลัดดีอีเอสคนใหม่หวังว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการแข่งขัน เพื่อให้ประเทศไทย “ไม่ตกขบวน” รับมือกับการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ในโลกยุคดิจิทัลได้!!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



