สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่า ประชาชนที่จดทะเบียนสมรสครั้งแรกในจีน เมื่อปี 2564 มีประมาณ 11.58 ล้านคน ซึ่งลดลงราว 708,000 คนจากปีก่อนหน้า นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2528 ที่จำนวนผู้ที่แต่งงานครั้งแรกประจำปีร่วงเหลือต่ำกว่า 12 ล้านคน

นายซ่ง เจียน นักประชากรศาสตร์จากศูนย์การศึกษาประชากรและการพัฒนา ของมหาวิทยาลัยเหรินหมิน กล่าวว่า อัตราการสมรสที่ลดลงนั้นเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของอายุที่ผู้คนแต่งงานกันเป็นครั้งแรก เนื่องจากการเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้น และคนหนุ่มสาวต้องการความมั่นคงในอาชีพก่อนที่จะแต่งงาน

นอกจากนี้ ซ่ง กล่าวเสริมว่า การพบปะแบบเจอหน้าที่ลดลงในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 และค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขการสมรสต่ำลงด้วยเช่นกัน

ด้านผู้สันทัดกรณีระบุว่า อัตราการสมรสที่ต่ำลงจะส่งผลต่ออัตราการเกิดของจีน ซึ่งกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยเมื่อปีที่แล้ว มีทารกเกิดใหม่ในจีนราว 10.6 ล้านคน ซึ่งเป็นยอดรวมต่ำที่สุด นับตั้งแต่ปี 2504

ภายหลังช่วงหลายสิบปีของการจำกัดจำนวนบุตรต่อครอบครัว ทางการจีนกำลังกลับมาสนับสนุนให้คู่รักมีบุตรมากขึ้น ท่ามกลางการเผชิญกับปัญหาประชากรสูงวัย และอัตราส่วนความไม่สมดุลทางเพศในระดับสูง

อนึ่ง รัฐบาลปักกิ่งยุตินโยบายลูกคนเดียวเมื่อปี 2558 ส่งผลให้คู่รักมีบุตรได้เพียง 2 คน จนกระทั่งในปีที่แล้ว รัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนให้สามารถมีบุตรได้ถึง 3 คน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ให้คำมั่นสัญญาเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมาว่า จะเปิดเผยชุดนโนบาย “เชิงรุก” เพื่อเพิ่มอัตราการเกิด และจัดการกับปัญหาการสูงวัยภายในประเทศ.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES