ในแวดวงอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีความเคลื่อนไหว ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในอุตสาหกรรม เมื่อมีการประกาศควบรวมกิจการของทรู และ ดีแทค ผู้เล่นเบอร์ 2 และ เบอร์ 3 และตลาดคงไม่เติบโตในระดับที่สูงเหมือนเช่นในอดีตเมื่อเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว
“สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ที่ได้นั่งบริหารงานบริษัทผู้นำเบอร์ 1 ในตลาด เมืองไทยมา 8 ปี ได้มีโอกาสเจอสื่อมวลชน ก็ได้ออกมายอมรับว่าปีนี้ ถือเป็นปีที่รู้สึกเหนื่อยที่สุด! ด้วยธุรกิจเกือบทุกๆเซ็กเตอร์ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ล้มหายไปไม่น้อย รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว!!
เมื่อถามถึงเรื่อง การควบรวมของ ทรู-ดีแทค เจ้าตัวไม่ขอออกความเห็นใดๆ แต่ยืนยันว่า เอไอเอส พร้อมแข่งขันในตลาดอย่างแน่นอน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโทรคมนาคมต่อไป!?!

ส่วนดีล เข้าซื้อกิจการ 3BB ของเอไอเอส จากกลุ่มบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นั้น ผู้บริหารของเอไอเอส บอกว่า เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ และยอมรับว่าสนใจใน 3BB มาหลายปี มีการพูดคุยระหว่างสองบริษัท จนสามารถหาจุดตกลงที่ยอมรับเงื่อนไขกันได้ จึงเกิดดีลและมีการประกาศออกมา
และตอนนี้อยู่ในขั้นตอนแจ้งขออนุญาติจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ไปแล้วตามขั้นตอน ซึ่งคงเป็นดุลพินิจของ กสทช. ซึ่งหากอนุญาต จึงจะสามารถลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นและหน่วยลงทุน และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาส 1 ของปี 66
เมื่อถามว่ากังวลจะโดนคัดค้านจากกลุ่มเครือข่ายผู้บริโภค เหมือนเช่นอีกดีลมั้ย? เจ้าตัวบอกว่าเป็นเรื่องดีที่มีการตรวจสอบ จะได้มีการนำข้อมูลที่ถูกต้องมาแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด!!

เจ้าตัวยังอธิบายว่า การเช้าซื้อกิจการครั้งนี้หากสำเร็จ ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดเหลือเพียง 2 ราย แต่ยังมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายอื่นๆอีกเป็น 10 ราย แม้ว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ จะทำให้ เอไอเอส กลายเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดในตลาดอินเทอร์เน็ตบ้าน
ซึ่งหาก กสทช.เห็นว่าอาจส่งผลกระทบต่อตลาด และอุตสาหกรรม หรือ เห็นว่าดัชนีการกระจุกตัว (เอชเอชไอ) เกินเกณฑ์ของ กสทช. จนเกิดการกระจุกตัวของตลาด ทาง กสทช.ก็มีอำนาจสามารถออกมาตรการ หรือเงื่อนไข เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อตลาดได้ ซึ่งทางเอไอเอสก็ยินดี
ขณะที่ในเรื่องการทำสัญญากับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือเอ็นที ในการเป็นพาร์ทเนอร์ คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อทำ 5 จี นั้น ยังต้องรอ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เห็นชอบตามแผนธุรกิจก่อน ซึ่งตอนนี้เข้าใจว่าทาง สศช.กำลังอยู่ในช่วงพิจารณา ซึ่งต้องใช้เวลา ไม่ได้กังวลอะไร คงเป็นไปตามกระบวนการ
โดยตามสัญญา เอ็นทีจะแบ่งคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ให้เอไอเอส ทำสัญญาครึ่งหนึ่งหรือ 5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งคาดว่าจะเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจนได้ในปี 66

ขณะเดียวกันอีกประเด็นที่ต้องถาม คือเรื่อง การถ่ายทอดสดบอลโลก 2022 ที่กล่อง ไอพีทีวี ไม่สามารถถ่ายทอดได้ตามคำสั่งคุ้มครองของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ทาง ผู้บริหารเอไอเอส บอกว่า ไม่มีผลกระทบอะไร ลูกค้าไม่ได้ลดลง ไม่ได้มีการยกเลิกบริการ ไม่ได้เสียประโยชน์ด้านธุรกิจ
แต่สิ่งที่เสียดาย คือ ที่ประชาชนที่ดูผ่านจานดำ C-Band ที่มีกว่า 8 ล้านราย ไม่สามารถดูได้ด้วย และเจ้าตัวยืนยันว่า ทางเอไอเอส ไม่เคยได้รับเชิญจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เข้าไปพูดคุยในเรื่องการสนับสนุนถ่ายทอดสดบอลโลกเลย
สุดท้าย ถามถึงกระแสข่าว ที่จะมีการต่ออายุให้นั่งบริหารงานในตำแหน่งต่อหลังจากบริหารงานได้เป็นอย่างดีมา 8 ปี แล้ว เจ้าตัวบอกว่า ไม่ทราบจริงๆ ทั้งหมดคงเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นไม่สามารถออกความเห็นอะไรได้
ทั้งหมดเป็นความชัดเจนในเรื่องต่างๆ ที่ ทางซีอีโอของเอไอเอสได้อัพเดทบอกกับสื่อ คงต้องติดตาม ความคืบหน้าต่อในปีหน้า เอไอเอสจะเดินเกมอย่างไรเพื่อรักษาผู้นำในตลาดต่อไป!?!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



